
Stripe หรือ Omise: ค่าบัตรเท่ากัน แต่ 10 บาทต่อรายการเปลี่ยนผู้ชนะ

ร้านค้าไทยที่รับบัตรในประเทศจะเห็น ราคา Stripe 3.65% บวก 10 บาท ต่อรายการสำเร็จ ขณะที่ ราคา Omise 3.65% บวก VAT 7% บนค่าธรรมเนียม เมื่อเทียบเฉพาะค่ารับบัตรตามราคาที่แสดง Omise จึงถูกกว่าสำหรับบิลเล็ก แต่ค่าคงที่ของ Stripe จะมีน้ำหนักลดลงเมื่อยอดต่อบิลสูงขึ้น จนผลเปรียบเทียบพลิกได้
สำหรับ PromptPay ทั้งคู่แสดงค่ารับชำระ 1.65% โดย Omise ยังบวก VAT บนค่าธรรมเนียม ส่วนต่างต่อรายการจึงเล็กกว่ากรณีบัตรมาก คำตอบสำหรับร้านหนึ่งร้านยังขึ้นกับจำนวนบิลในแต่ละช่องทาง รอบโอนเงินเข้าธนาคาร และต้นทุนเมื่อมีการคืนเงินหรือข้อพิพาท ตัวเลขต่อไปนี้เป็นการคำนวณจากราคามาตรฐานที่เผยแพร่ ไม่ใช่อัตราที่รับรองว่าจะใช้กับทุกบัญชี
บิลบัตรไทยขนาดไหนจึงเปลี่ยนผลเปรียบเทียบ
สูตรค่ารับบัตรของ Stripe คือยอดบิลคูณ 3.65% แล้วบวก 10 บาททุกครั้งที่รายการสำเร็จ ส่วน Omise คือยอดบิลคูณ 3.65% แล้วคูณ 1.07 เพื่อรวม VAT บนค่าธรรมเนียม ความต่างสำคัญอยู่ที่ฐานของเงินส่วนเพิ่ม: 10 บาทผูกกับจำนวนรายการ ขณะที่ VAT ของ Omise เพิ่มตามมูลค่าบิล ตัวอย่างสมมติต่อไปนี้คำนวณแยกทีละรายการและแสดงผลถึงสตางค์
- บิล 100 บาท: Stripe 13.65 บาท; Omise ประมาณ 3.91 บาทหลัง VAT ต่างกันประมาณ 9.74 บาท
- บิล 500 บาท: Stripe 28.25 บาท; Omise ประมาณ 19.53 บาทหลัง VAT ต่างกันประมาณ 8.72 บาท
- บิล 2,000 บาท: Stripe 83.00 บาท; Omise 78.11 บาทหลัง VAT ต่างกัน 4.89 บาท
บิล 100 บาททำให้ค่ารับบัตรของ Stripe ตามสูตรเท่ากับ 13.65% ของราคาขาย แต่สำหรับบิล 2,000 บาทสัดส่วนลดเหลือ 4.15% ร้านที่ขายสินค้าชิ้นเล็กหลายบิลจึงรับผลของค่าคงที่มากกว่าร้านที่ขายสินค้าแพงด้วยยอดขายรวมเท่ากัน การนำยอดขายทั้งวันมาคูณอัตราร้อยละเพียงครั้งเดียวจะทำให้ต้นทุน Stripe ต่ำกว่าความจริง เพราะบวก 10 บาทกับธุรกรรมที่สำเร็จแต่ละรายการ
เมื่อแก้สมการค่าธรรมเนียมทั้งสองฝั่งโดยยังไม่รวมต้นทุนอื่น จุดที่ตัวเลขใกล้กันอยู่ราว 3,914 บาทต่อบิล ต่ำกว่านั้น Omise ถูกกว่าในแบบจำลองนี้; สูงกว่านั้น Stripe เริ่มมีค่ารับบัตรตามราคาที่แสดงต่ำกว่า ตัวอย่างสมมติที่บิล 5,000 บาทให้ Stripe 192.50 บาท และ Omise ประมาณ 195.28 บาทหลัง VAT ความได้เปรียบของ Stripe ในตัวอย่างหลังจึงอยู่เพียงไม่กี่บาท และอาจหายไปเมื่อรวมภาษีหรือเงื่อนไขเฉพาะบัญชีที่ต่างจากสมมติฐาน
การคำนวณนี้แยก VAT ของ Omise ชัดเจน แต่ไม่ได้สมมติว่าค่าบริการ Stripe ทุกบัญชีมีภาษีแบบเดียวกัน การเก็บภาษีของ Stripe ขึ้นกับที่ตั้งและสถานะธุรกิจหรือภาษีของผู้ใช้ ร้านที่นำตัวเลขไปทำงบจึงควรแยกช่องค่าธรรมเนียมที่แสดง ภาษีในใบเรียกเก็บจริง และค่าบริการเสริม ไม่ควรเรียกจุดตัดตามสูตรว่าจุดคุ้มทุนสุทธิของธุรกิจ
PromptPay ใช้สูตรอีกชุด และส่วนต่างโตตามยอด

PromptPay ไม่มีค่าคงที่ 10 บาทต่อรายการแบบบัตรไทยของ Stripe ค่ารับชำระตามราคาที่แสดงจึงคำนวณจากยอดบิลคูณ 1.65% ส่วน Omise ต้องนำค่าธรรมเนียมที่คำนวณได้ไปบวก VAT 7% อีกชั้น หากร้านมีลูกค้าจ่ายผ่าน QR เป็นหลัก ผลเปรียบเทียบจากตารางบัตรจะให้น้ำหนักกับค่าคงที่มากเกินไป
- บิล 100 บาท: Stripe 1.65 บาท; Omise ประมาณ 1.77 บาทหลัง VAT
- บิล 500 บาท: Stripe 8.25 บาท; Omise ประมาณ 8.83 บาทหลัง VAT
- บิล 2,000 บาท: Stripe 33.00 บาท; Omise 35.31 บาทหลัง VAT
ในบิล PromptPay ขนาด 100 บาท ส่วนต่างตามสูตรอยู่ราว 12 สตางค์ ไม่ใช่หลายบาทเหมือนบัตรขนาดเดียวกัน แต่สำหรับบิล 2,000 บาท ส่วนต่างเพิ่มเป็น 2.31 บาท เพราะภาษีบนค่าธรรมเนียมของ Omise โตตามยอด การเปรียบเทียบร้านที่รับบัตรครึ่งหนึ่งและ PromptPay อีกครึ่งหนึ่งจึงต้องใช้จำนวนรายการและยอดเฉลี่ยของแต่ละช่องทาง ไม่ใช่นำค่ารับบัตรไปคูณยอดขายทั้งหมด
ตัวอย่างสมมติ หากร้านมีบิล 100 บาทที่จ่ายด้วยบัตร 100 รายการ ค่ารับชำระรวมตามสูตรจะเป็น 1,365 บาทกับ Stripe และประมาณ 390.55 บาทกับ Omise ก่อนค่าถอนเงิน หากบิลมูลค่าเท่ากันทั้งหมดเปลี่ยนเป็น PromptPay ค่ารับชำระรวมจะเป็น 165 บาทกับ Stripe และประมาณ 176.55 บาทกับ Omise ตัวเลขทั้งสองกรณีเกิดจากยอดขายรวมเท่ากัน แต่โครงสร้างวิธีจ่ายต่างกัน จึงตอบคำถามเรื่องผู้ให้บริการที่ถูกกว่าได้คนละทาง
การเลือกระหว่างรับโอน PromptPay โดยตรงกับให้เกตเวย์จัดการ QR ยังมีต้นทุนงานยืนยันรายการและกระทบยอดที่ไม่ปรากฏในเปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียม ประเด็น งานหลังบ้านของ PromptPay จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับร้านที่กำลังเปรียบเทียบวิธีรับเงินสองแบบนี้
ค่าถอนเงินของ Omise คิดตามครั้ง ไม่ได้คิดตามบิล

เงินที่รับผ่าน Omise อยู่ในยอดคงเหลือก่อนโอนเข้าบัญชีธนาคารที่เชื่อมไว้ ค่าถอนจึงเกิดเมื่อมีการโอน ไม่ได้เกิดพร้อมธุรกรรมลูกค้าทุกใบโดยอัตโนมัติ สำหรับร้านที่ถอนยอดสะสมครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายนี้ถูกกระจายไปยังหลายบิล แต่ร้านที่ถอนบ่อยและมีรายการต่อรอบน้อยจะรับต้นทุนต่อบิลสูงขึ้น
ตัวเลขค่าถอนของ Omise มีความต่างที่กระทบงบ: หน้าราคาหลักแสดง 20 บาทต่อครั้งเมื่อยอดโอนไม่เกิน 2 ล้านบาท และ 150 บาทเมื่อเกินวงเงินนั้น แต่ คำอธิบายต้นทุนของ Omise ที่ปรับปรุงในเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุ 30 บาทสำหรับยอดโอนต่ำกว่า 2 ล้านบาท และ 150 บาทพร้อมค่าธนาคารเพิ่มเติมเมื่อเกิน 2 ล้านบาท ขอบเขตที่เขียนว่า “ไม่เกิน” กับ “ต่ำกว่า” ยังต่างกันตรงยอด 2 ล้านบาทพอดี ร้านจึงไม่ควรใช้ค่าโอนค่าใดค่าหนึ่งเป็นต้นทุนยืนยันก่อนเห็นเงื่อนไขที่ใช้กับบัญชีของตน
หากสมมติว่าถอนเงินหนึ่งครั้งหลังรับบัตร 100 รายการ ค่าถอน 20 บาทจะเฉลี่ยเป็น 20 สตางค์ต่อบิล ส่วน 30 บาทจะเฉลี่ยเป็น 30 สตางค์ต่อบิล หากถอนทุกครั้งหลังมีบิลเดียว ต้นทุนส่วนนี้จะเท่ากับค่าถอนเต็มจำนวนต่อบิล ความถี่ในการถอนจึงเปลี่ยนคำตอบได้มากสำหรับร้านยอดขายเบาบาง แม้จะไม่เปลี่ยนอัตราค่ารับบัตรหรือ PromptPay เลย
ค่าถอนยังต่างจากระยะเวลาที่เงินพร้อมใช้ การเลือกโอนยอดคงเหลือถี่ขึ้นอาจช่วยกระแสเงินสด แต่ทำให้จำนวนครั้งที่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ส่วนการรอรวมยอดลดต้นทุนเฉลี่ยต่อรายการ แต่ทำให้ร้านต้องจัดเงินหมุนเวียนระหว่างรอรับโอน เมื่อต้นทุนต่อบิลของผู้ให้บริการสองรายต่างกันเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะ PromptPay เงื่อนไขเงินเข้าจึงมีน้ำหนักมากกว่าการดูอัตรารับชำระเพียงบรรทัดเดียว
คืนเงินและข้อพิพาททำให้ต้นทุนหลังขายต่างกัน
ค่าธรรมเนียมการรับเงินไม่ใช่ต้นทุนสุดท้ายของทุกออร์เดอร์ หากลูกค้าขอคืนเงิน ร้านต้องดูทั้งค่าดำเนินการคืนและค่าประมวลผลเดิมที่อาจไม่ได้คืน สำหรับราคามาตรฐานของ Stripe การคืนเงินบัตรทั่วไปไม่มีค่าดำเนินการเพิ่ม แต่ค่าประมวลผลจากธุรกรรมเดิมไม่คืน ส่วนรายการ PromptPay มีค่าคืนเงินที่แสดงแยกไว้ 10 บาทต่อครั้ง เงื่อนไขของวิธีจ่ายจึงสำคัญพอ ๆ กับอัตราค่ารับชำระ
ฝั่ง Omise เงื่อนไขคืนค่าบริการ ระบุว่าไม่เก็บค่าดำเนินการคืนเงิน และคืนค่าบริการเดิมเมื่อคืนเต็มจำนวนก่อนเวลาสรุปยอด แต่ไม่คืนค่าบริการสำหรับการคืนบางส่วนหรือการคืนเต็มจำนวนหลังสรุปยอด คำอธิบายนี้เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2020 จึงควรยืนยันเงื่อนไขที่ใช้กับช่องทางและบัญชีปัจจุบันก่อนนำไปประเมินร้านที่มีการคืนสินค้าบ่อย
- คืนบัตรเต็มจำนวน: ต้นทุน Stripe ยังมีค่าประมวลผลเดิม ส่วน Omise อาจได้ค่าบริการเดิมคืนหากรายการเข้าเงื่อนไขก่อนสรุปยอด
- คืนบางส่วนหรือคืนหลังสรุปยอด: เงื่อนไขที่เผยแพร่ของ Omise ไม่คืนค่าบริการเดิม จึงต่างจากการยกเลิกรายการเร็วแม้เป็นออร์เดอร์เดียวกัน
- คืน PromptPay: ค่าคืนเงิน 10 บาทที่แสดงสำหรับ Stripe เป็นคนละรายการกับค่ารับชำระ 1.65% และไม่ควรถูกลืมในธุรกิจที่คืนเงินบ่อย
- ข้อพิพาทบัตร: ราคามาตรฐานของ Stripe แสดง 500 บาทเมื่อได้รับข้อพิพาท และอีก 500 บาทเมื่อร้านตอบโต้ด้วยตนเอง โดยคืนค่าตอบโต้หากชนะ
การได้รับข้อพิพาทกับการตอบโต้ข้อพิพาทเป็นคนละเหตุการณ์ ร้านจึงไม่ควรใส่ 1,000 บาทลงในทุกกรณีโดยไม่ดูว่าจะตอบโต้หรือไม่ ค่าเสียหายจากออร์เดอร์ที่ถูกดึงเงินคืนก็แยกจากค่าธรรมเนียมดังกล่าว สำหรับ Omise หน้าราคาสาธารณะที่ใช้เปรียบเทียบไม่ได้ให้ตัวเลขค่าข้อพิพาทในรูปเดียวกัน การตั้งงบส่วนนี้จึงต้องอาศัยเงื่อนไขบัญชีหรือใบเสนอราคา แทนการสมมติว่าไม่มีค่าใช้จ่าย
ร้านที่ขายสินค้าส่งภายหลังหรือเปิดให้ยกเลิกง่ายควรสนใจเวลาสรุปยอดมากกว่าร้านที่แทบไม่มีการคืนเงิน การคืนเต็มจำนวนอย่างรวดเร็วกับการคืนหลังสรุปยอดมีผลต่อค่าบริการ Omise ต่างกัน ขณะที่การคืนเงินผ่าน Stripe ไม่ทำให้ค่าประมวลผลเดิมย้อนกลับ รายการขายที่มีกำไรต่อบิลต่ำจึงอาจเสียกำไรส่วนใหญ่ไปกับธุรกรรมที่จบด้วยการคืนเงิน แม้ค่ารับชำระครั้งแรกจะดูไม่สูง
ช่องทางท้องถิ่นและลูกค้าต่างประเทศใช้ราคาเดียวกันไม่ได้
Omise แสดงช่องทางรับเงินในไทยมากกว่าบัตรกับ PromptPay รวมถึงโมบายแบงก์กิ้ง การหักบัญชี และกระเป๋าเงินหลายราย อัตราของโมบายแบงก์กิ้งและการหักบัญชีแสดงเป็น 10 บาทต่อรายการก่อน VAT จึงไม่ควรนำสูตร PromptPay ไปใช้แทน ส่วนกระเป๋าเงินแต่ละรายมีอัตราของตนเอง และบางรายการมีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามประเภทธุรกิจ
ฝั่ง Stripe มีบัตร กระเป๋าเงิน และ PromptPay พร้อมเครื่องมือเชื่อมการชำระเงินหลายรูปแบบ แต่การมีชื่อช่องทางในรายการผลิตภัณฑ์ไม่เท่ากับการที่ร้านทุกประเภทจะเปิดใช้ได้ด้วยเงื่อนไขเดียวกัน คู่มือเกตเวย์ไทยของ Outsourcify ชี้ว่าช่องทางท้องถิ่น ปริมาณธุรกรรม รอบจ่ายเงิน สกุลเงิน และรูปแบบการเชื่อมระบบล้วนมีผลต่อการเลือก ร้านที่ลูกค้าจ่ายผ่านแอปธนาคารหรือกระเป๋าเงินเป็นหลักจึงต้องให้ความสำคัญกับช่องทางที่เปิดใช้ได้จริง มากกว่าช่องทางที่มีราคาต่ำแต่ลูกค้าไม่ใช้
บิลจากบัตรต่างประเทศก็ต้องแยกจากบัตรในประเทศ ราคา Stripe สำหรับบัตรต่างประเทศอยู่ที่ 4.75% บวก 10 บาท และมีส่วนเพิ่ม 2% หากต้องแปลงสกุลเงิน การนำตารางบัตรไทยไปคำนวณร้านที่ขายให้ลูกค้าต่างประเทศมากจะทำให้ต้นทุนผิดทิศทาง เช่นเดียวกับการนำอัตรากระเป๋าเงินของ Omise ไปแทนอัตราบัตรโดยไม่ดูวิธีที่ลูกค้าจ่ายจริง
ร้านแบบไหนได้ประโยชน์จากแต่ละโครงสร้าง
ร้านที่รับบัตรไทยบิลเล็กจำนวนมากมีเหตุผลด้านค่ารับชำระให้เอนมาทาง Omise เพราะ 10 บาทของ Stripe เกิดซ้ำทุกบิล แม้ต้องบวก VAT ของ Omise และค่าถอนเงินตามจำนวนครั้ง ร้านที่มีบิลบัตรมูลค่าสูงขึ้นจะเห็นส่วนต่างแคบลง และอาจเห็น Stripe ถูกกว่าตามสูตรค่ารับชำระเมื่อมูลค่าบิลผ่านจุดตัด แต่ต้องใส่ภาษีและเงื่อนไขบัญชีที่ใช้จริงก่อนตัดสิน
ร้านที่ยอดขายส่วนใหญ่เป็น PromptPay ได้ผลอีกแบบ: ค่ารับชำระสองฝั่งต่างกันเพียง VAT บนค่าธรรมเนียม Omise ในตัวอย่างมาตรฐาน ค่าถอนและความถี่ในการโอนจึงอาจมีผลต่อยอดสุทธิมากกว่าส่วนต่างต่อบิล ร้านที่พึ่งพาการคืนเงินหรือช่องทางท้องถิ่นอื่นต้องรวมสัดส่วนรายการเหล่านั้นด้วย เพราะต้นทุนหลังขายและช่องทางที่รองรับอาจเปลี่ยนทางเลือก แม้ยอดขายรวมและราคาบิลเฉลี่ยเท่ากัน
การเปรียบเทียบที่ใช้ตัดสินใจได้ควรเริ่มจากจำนวนบิลและมูลค่าบิลของบัตรไทย PromptPay และช่องทางอื่นแยกกัน แล้วบวก VAT ค่าถอนตามรอบเงินจริง และค่าใช้จ่ายจากการคืนเงินหรือข้อพิพาทตามลักษณะธุรกิจ ร้านที่ต่อรองราคาเฉพาะกับผู้ให้บริการควรใช้ใบเสนอราคานั้นแทนราคามาตรฐาน ผลลัพธ์จึงจะสะท้อนเงินที่เหลือหลังรับชำระ มากกว่าเปอร์เซ็นต์ที่เห็นบนหน้าราคา
อ่านเพิ่มเติม:
บทความที่เกี่ยวข้อง


Shopify หรือ WooCommerce: ร้านไทยอาจเสียเพิ่ม 2% ทุกออเดอร์

Stripe หรือ PayPal ในไทย: เงินคืนอาจไม่คืนค่าธรรมเนียมเดิม

Stan Store หรือ Linktree: ยอดขายราว 242 ดอลลาร์ทำให้คำตอบพลิก

Ko-fi หรือ Buy Me a Coffee: ทิปครั้งเดียวเท่ากัน แต่รายได้ประจำต่างกัน

Bitkub หรือ Binance TH: คู่เงินบาทราคาเท่ากัน จุดต่างอยู่หลังซื้อ
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ