
Shopify หรือ WooCommerce: ร้านไทยอาจเสียเพิ่ม 2% ทุกออเดอร์

ร้านไทยที่รับเงินผ่านเกตเวย์ภายนอกควรเทียบต้นทุนตามยอดชำระจริง: ราคา Shopify สำหรับไทย ระบุว่าแผน Basic มีค่าธรรมเนียมเพิ่ม 2% สำหรับผู้ให้บริการชำระเงินภายนอก และค่าสมาชิก US$19 ต่อเดือนเมื่อชำระรายปี โดยรวมเว็บโฮสติ้งไว้แล้ว หากร้านไม่มีคนดูแลเว็บไซต์ Shopify อาจคุ้มกับเวลาที่ประหยัดได้ แต่ร้านที่รับชำระผ่านเกตเวย์จำนวนมากและมีผู้ดูแลระบบอยู่แล้วควรเทียบ WooCommerce เพราะค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มนี้โตตามยอดขาย
เงื่อนไขดังกล่าวมีน้ำหนักสำหรับกิจการที่ตั้งอยู่ในไทย เพราะไทยไม่ปรากฏใน รายชื่อประเทศที่ใช้ Shopify Payments ได้ ร้านที่ต้องการให้ลูกค้าชำระผ่านระบบออนไลน์จึงต้องพิจารณาผู้ให้บริการภายนอกที่รองรับกิจการและวิธีรับเงินของตน การขายให้ลูกค้าไทยไม่ได้ทำให้ร้านมีสิทธิ์ใช้ Shopify Payments โดยอัตโนมัติ และราคาประมวลผลบัตรของร้านในประเทศอื่นก็ใช้แทนต้นทุนร้านไทยไม่ได้
ค่าสมาชิกกับต้นทุนที่มองไม่เห็นบนใบราคา
Shopify รวมระบบหน้าร้านและโฮสติ้งไว้ในค่าสมาชิก ร้านไม่ต้องเลือกเซิร์ฟเวอร์หรืออัปเดตแกนของแพลตฟอร์มเอง แต่ยังต้องจ่ายค่ารับชำระให้เกตเวย์ และอาจมีค่าแอป ธีม โดเมน หรือผู้รับจ้างปรับแต่งเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บางส่วนเป็นรายเดือน บางส่วนจ่ายครั้งเดียว จึงควรแยกก่อนนำไปเทียบกับค่าดูแลเว็บอีกระบบ
รายละเอียดราคาของ WooCommerce ระบุว่าแกนร้านค้าใช้ฟรี ไม่มีค่าสมาชิกรายเดือนหรือส่วนแบ่งรายได้ของแพลตฟอร์ม และร้านเลือกผู้ประมวลผลการชำระเงินเองได้ หน้าดังกล่าวยกช่วงค่าโฮสติ้ง US$25–350 ต่อเดือนสำหรับร้านส่วนใหญ่ และส่วนขยายแบบเสียเงิน US$29–299 ต่อปีต่อรายการ ช่วงนี้เป็นข้อมูลประกอบการวางงบจากผู้พัฒนา ไม่ใช่ราคาที่ร้านไทยทุกร้านต้องจ่าย
ต้นทุน WooCommerce จึงขึ้นกับโฮสต์และงานที่ร้านต้องการจริง เว็บที่มีสินค้าไม่มากอาจใช้ส่วนขยายฟรีหลายตัวได้ ขณะที่ร้านซึ่งมีเงื่อนไขจัดส่ง การเชื่อมบัญชี หรือหน้าสินค้าเฉพาะทางอาจต้องซื้อปลั๊กอินและจ้างพัฒนาเพิ่ม ค่าโดเมน บริการสำรองข้อมูล การแก้ปัญหาเมื่อปลั๊กอินขัดกัน และเวลาของคนดูแลควรอยู่ในงบเดียวกัน ไม่เช่นนั้นการเปรียบเทียบจะนับแรงงานฝั่งหนึ่งเป็นศูนย์
PromptPay ทำให้ค่ารับชำระแยกเป็นสองชั้น
สำหรับช่องทางที่ใช้เป็นตัวอย่าง ราคา Omise ในไทย ระบุค่ารับชำระ PromptPay 1.65% ต่อรายการ โดยราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หากร้านใช้ช่องทางนี้ผ่านเกตเวย์ภายนอกบน Shopify Basic และรายการเข้าเงื่อนไขค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนตามอัตราที่ประกาศจะเป็นค่า Omise 1.65% บวกค่า Shopify 2% หรือรวม 3.65% ของยอดที่ใช้คำนวณ ก่อนภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น
ในสมมติฐานที่ร้าน WooCommerce ใช้ Omise PromptPay ด้วยอัตราเดียวกัน ร้านยังจ่ายค่ารับชำระ 1.65% แต่ไม่มีค่าธรรมเนียมเกตเวย์ภายนอกเพิ่มจาก WooCommerce ความต่างระหว่างสองทางเลือกจึงไม่ใช่ค่าบริการของ Omise หากเป็นค่าแพลตฟอร์มที่เกิดกับรายการซึ่งเข้าเงื่อนไขของ Shopify ร้านต้องตรวจด้วยว่าการเชื่อมต่อที่เลือกเปิด PromptPay ได้จริง รับแจ้งผลชำระกลับสู่ออเดอร์อย่างไร และมีค่าเชื่อมต่อจากผู้ให้บริการรายนั้นหรือไม่
อย่านำอัตรา PromptPay ไปใช้กับทุกออเดอร์โดยไม่แยกวิธีจ่าย ลูกค้าบางรายใช้บัตร บางรายชำระปลายทางหรือโอนด้วยวิธีที่ร้านบันทึกเอง แต่ละแบบอาจมีต้นทุนและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับการคำนวณค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม ให้ใช้ยอดของรายการที่ผ่านเกตเวย์ภายนอกตามเงื่อนไขของแผนที่เลือก แทนการคูณยอดขายรวมทุกช่องทางของกิจการ
สามสถานการณ์: ยอดขายเท่าไรจึงเปลี่ยนคำตอบ
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็น สมมติฐานรายเดือน ไม่ใช่ใบเสนอราคาของแพลตฟอร์มหรือเกตเวย์ สมมติให้ทุกออเดอร์ชำระผ่าน PromptPay ในอัตราที่กล่าวข้างต้นและเข้าเงื่อนไขค่าธรรมเนียมภายนอกของ Shopify Basic เพื่อให้เห็นต้นทุนรวม ให้กำหนดค่าใช้จ่ายคงที่ของ Shopify เท่ากับ 1,500 บาทต่อเดือน โดยสมมติว่ารวมค่าสมาชิกที่แปลงเป็นบาทและค่าแอปแล้ว ส่วน WooCommerce กำหนด 3,000 บาทต่อเดือน โดยสมมติว่ารวมโฮสติ้ง ปลั๊กอิน และค่าดูแลระบบ ตัวเลขคงที่ทั้งสองฝั่งตั้งขึ้นเพื่อสาธิตการคำนวณ ร้านจริงต้องแทนด้วยราคาที่ตนจ่าย
- ยอดชำระ 50,000 บาทจาก 100 ออเดอร์: มูลค่าเฉลี่ยสมมติคือ 500 บาทต่อออเดอร์ ค่ารับ PromptPay ของแต่ละแพลตฟอร์มเท่ากับ 825 บาท Shopify มีค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม 1,000 บาท จึงมีต้นทุนรวมตามสมมติฐาน 3,325 บาท ส่วน WooCommerce รวม 3,825 บาท ในกรณีนี้ต้นทุนคงที่ที่ต่ำกว่าทำให้ Shopify ถูกกว่า 500 บาท
- ยอดชำระ 300,000 บาทจาก 200 ออเดอร์: มูลค่าเฉลี่ยสมมติคือ 1,500 บาทต่อออเดอร์ ค่ารับ PromptPay เท่ากับ 4,950 บาท Shopify เพิ่มค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 6,000 บาท ต้นทุนรวมจึงเป็น 12,450 บาท เทียบกับ WooCommerce 7,950 บาท ส่วนต่าง 4,500 บาทเกิดจากค่าธรรมเนียมตามยอดชำระที่สูงกว่าส่วนต่างต้นทุนคงที่
- ยอดชำระ 1,000,000 บาทจาก 500 ออเดอร์: มูลค่าเฉลี่ยสมมติคือ 2,000 บาทต่อออเดอร์ ค่ารับ PromptPay เท่ากับ 16,500 บาท Shopify เพิ่มอีก 20,000 บาท ต้นทุนรวมจึงเป็น 38,000 บาท ส่วน WooCommerce รวม 19,500 บาท ค่าดูแลเว็บฝั่ง WooCommerce ในสมมติฐานนี้ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มของ Shopify มาก
สูตรเปรียบเทียบคือ ต้นทุน Shopify เท่ากับค่าสมาชิกหลังแปลงสกุลเงิน บวกค่าแอป ค่ารับชำระ และค่าธรรมเนียมเกตเวย์ภายนอก ส่วนต้นทุน WooCommerce เท่ากับค่าโฮสติ้ง ค่าปลั๊กอินเฉลี่ยต่อเดือน ค่าดูแล และค่ารับชำระ เมื่อใช้เกตเวย์และอัตราเดียวกัน ค่ารับชำระที่เท่ากันจะหักล้างกันในการเปรียบเทียบ เหลือคำถามว่าค่าใช้จ่ายคงที่ของ WooCommerce สูงกว่า Shopify มากหรือน้อยกว่าค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มตามยอดขาย
ภายใต้ตัวเลขสมมติข้างต้น WooCommerce มีต้นทุนคงที่สูงกว่า 1,500 บาทต่อเดือน ส่วน Shopify มีค่าเพิ่มตามยอดชำระ 2% จุดที่ต้นทุนเท่ากันจึงอยู่ที่ยอดชำระผ่านเกตเวย์ 75,000 บาทต่อเดือน หากสัดส่วน PromptPay ลดลง หรือร้านใช้เกตเวย์และอัตราอื่น ตัวเลขต้นทุนรวมต้องคำนวณใหม่ จำนวนออเดอร์ยังสำคัญต่อการมองมูลค่าเฉลี่ยและค่าบริการแบบคิดต่อรายการ แม้อัตราเปอร์เซ็นต์ในตัวอย่างนี้ทำให้ยอดชำระรวมเป็นตัวกำหนดส่วนต่างหลัก
ใครดูแลร้านหลังเปิดขาย
ต้นทุนแรงงานคือเหตุผลที่ร้านยอดขายไม่สูงอาจยอมจ่ายค่าสมาชิกและค่าธรรมเนียมของ Shopify ระบบโฮสต์ช่วยลดงานจัดการเซิร์ฟเวอร์ แต่ไม่ได้ทำให้การดูแลสินค้า เนื้อหา การตั้งค่าจัดส่ง แอป และการเชื่อมชำระเงินหายไป หากแอปที่ใช้คิดค่าบริการเพิ่มตามปริมาณงาน ร้านต้องรวมรายการนั้นกับค่าธรรมเนียมเกตเวย์ ไม่ใช่ดูเพียงราคาแผน Basic
WooCommerce ให้ร้านกำหนดผู้ให้บริการโฮสติ้งและปรับเว็บได้กว้างกว่า แลกกับความรับผิดชอบต่อ WordPress ธีม ปลั๊กอิน และฐานข้อมูล การอัปเดตส่วนหนึ่งอาจกระทบหน้าชำระเงินหรือการจัดส่ง งานสำรองข้อมูลและตรวจการทำงานหลังอัปเดตจึงมีมูลค่าทางธุรกิจ แม้เจ้าของร้านจะลงมือเอง หากไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน ค่าจ้างดูแลรายเดือนเป็นตัวเลขที่ควรขอก่อนสรุปว่า WooCommerce ประหยัดกว่า
ร้านที่มีทีมเว็บอยู่แล้วอาจกระจายงานดูแล WooCommerce ไปกับเว็บไซต์เดิมได้ แต่ต้องดูภาระงานจริง ไม่ควรนับเฉพาะค่าเซิร์ฟเวอร์ ร้านที่ไม่มีทีมเทคนิคอาจต้องซื้อบริการดูแลจากโฮสต์หรือผู้พัฒนา ซึ่งขอบเขตบริการต่างกันมาก เช่น บางแพ็กเกจสำรองข้อมูลแต่ไม่แก้ปลั๊กอินชำระเงิน การเทียบราคาจึงต้องถามให้ตรงว่างานส่วนใดรวมอยู่แล้วและส่วนใดคิดเพิ่มเมื่อเกิดปัญหา
SEO หลายภาษา และต้นทุนเมื่อย้ายแพลตฟอร์ม
ถ้าร้านมีเว็บไซต์ WordPress ที่ใช้เผยแพร่บทความ หน้าแนะนำบริการ และหน้าภาษาไทยกับภาษาอื่นอยู่แล้ว การเพิ่ม WooCommerce อาจรักษาโครงสร้างงานเนื้อหาเดิมได้ง่ายกว่า Shopify ก็มีเครื่องมือ SEO และการแปลหน้าร้าน แต่รายละเอียดการจัด URL งานแปล และแอปที่จำเป็นขึ้นกับรูปแบบเว็บที่ร้านต้องการ จึงไม่มีแพลตฟอร์มใดรับประกันอันดับค้นหาจากการเลือกชื่อระบบเพียงอย่างเดียว
บทเปรียบเทียบของ Digital Agency Bangkok อธิบายความต่างของร้านไทยที่ใช้ WordPress ทำเนื้อหาควบคู่กับร้านค้า และระบุว่าการย้ายออกจาก Shopify ส่งออกข้อมูลสินค้าได้ แต่ธีม แอป และตรรกะการชำระเงินไม่ย้ายตามทั้งหมด ประเด็นนี้ทำให้ค่าออกแบบหน้าร้านใหม่ การตั้งค่าชำระเงิน การตรวจข้อมูลลูกค้าและออเดอร์ รวมถึงการจัดการ URL เดิม เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการเปลี่ยนระบบในอนาคต
สำหรับร้านที่ขายผ่านโฆษณาเป็นหลักและใช้เว็บเพื่อรับคำสั่งซื้อ โครงสร้างบทความจำนวนมากอาจมีผลต่อการเลือกแพลตฟอร์มน้อยกว่าความสะดวกในการดูแลหน้าร้าน ตรงกันข้าม หากหน้าสินค้าและเนื้อหาหลายภาษาสร้างยอดขายจากการค้นหาอยู่แล้ว ค่าแรงย้ายหน้าเนื้อหาและตรวจลิงก์ควรถูกประเมินตั้งแต่ก่อนเลือกแพลตฟอร์ม เพราะเป็นค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ที่ไม่ปรากฏในราคาสมาชิกรายเดือน
คำถามที่ทำให้เลือกได้ตรงกับร้านจริง
- การรับเงิน: เกตเวย์ที่ร้านสมัครใช้ได้รองรับ PromptPay บัตร และช่องทางที่ลูกค้าใช้จริงบนแพลตฟอร์มใดบ้าง สถานะชำระเงินกลับสู่ออเดอร์โดยอัตโนมัติหรือร้านต้องตรวจเอง
- ยอดขายและออเดอร์: ยอดชำระผ่านเกตเวย์ภายนอกในแต่ละเดือนเท่าไร มีออเดอร์กี่รายการ และมูลค่าเฉลี่ยเท่าไร แยกวิธีรับเงินก่อนคิดค่าธรรมเนียม
- คนดูแลระบบ: ใครอัปเดตเว็บ สำรองข้อมูล ตรวจหน้าชำระเงิน และแก้ปัญหาเมื่อส่วนขยายทำงานผิดพลาด ค่าจ้างรายเดือนครอบคลุมงานเหล่านี้แค่ไหน
- เนื้อหาและภาษา: ร้านต้องมีบทความ หน้าบริการ และหน้าสินค้ากี่ภาษา โครงสร้าง URL และงานแปลต้องใช้แอปหรือปลั๊กอินแบบเสียเงินหรือไม่
- การย้ายร้าน: หากเปลี่ยนระบบภายหลัง ข้อมูลสินค้า ลูกค้า ออเดอร์ และ URL ใดนำไปใช้ต่อได้ ส่วนใดต้องออกแบบหรือเชื่อมต่อใหม่
ร้านที่ยอดชำระผ่านเกตเวย์ยังไม่สูงและไม่มีผู้ดูแลเว็บประจำอาจได้ประโยชน์จากความเรียบง่ายของ Shopify แม้มีต้นทุนต่อรายการเพิ่ม ส่วนร้านที่มีเว็บ WordPress อยู่แล้ว มีผู้ดูแลระบบ และรับชำระผ่านเกตเวย์เป็นสัดส่วนสูง มีเหตุผลให้ขอราคาโฮสติ้งกับค่าดูแล WooCommerce มาเทียบอย่างจริงจัง ตัวเลขที่ตัดสินผลคือยอดชำระที่เข้าเงื่อนไขค่าธรรมเนียม ต้นทุนระบบคงที่ และค่าแรงดูแลร้านของกิจการนั้นเอง
อ่านเพิ่มเติม:
บทความที่เกี่ยวข้อง


รายรับเกิน 1.8 ล้านบาท: ธุรกิจต้องจด VAT เมื่อไร

ตราบริษัทหายไม่ต้องประชุมผู้ถือหุ้น แต่ต้องแก้ทะเบียนให้ถูก

Trebellar ได้ทุน 18 ล้านดอลลาร์ เพื่อแทนสเปรดชีตอสังหาฯ องค์กร

IPID ได้ทุน 16 ล้านดอลลาร์ เมื่อการโอนเงินเร็วเกินกว่าจะเรียกคืนทัน

เงินทุนสตาร์ทอัพอาเซียนแตะ 7.25 พันล้านดอลลาร์ แต่ 92% ไหลสู่สิงคโปร์
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ