Thinkific หรือ Teachable: รายเดือนถูกกว่าอาจแพ้ค่าธรรมเนียม 7.5%

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|2 นาทีในการอ่าน
Thinkific หรือ Teachable: รายเดือนถูกกว่าอาจแพ้ค่าธรรมเนียม 7.5%

Teachable Starter มีค่าสมัครต่ำกว่า Thinkific Basic เมื่อจ่ายรายเดือน แต่ต้นทุนเบื้องต้นพลิกเมื่อขายได้มากขึ้น: ราคา Teachable ระบุว่า Starter คิด 39 ดอลลาร์ต่อเดือนบวกค่าธรรมเนียมธุรกรรม 7.5% ขณะที่ ราคา Thinkific ระบุว่า Basic คิด 54 ดอลลาร์ต่อเดือน เมื่อนำเฉพาะค่าสมัครกับค่าธรรมเนียมตามยอดขายมาเทียบกัน ทั้งสองแผนมีต้นทุนเท่ากันที่ยอดธุรกรรม 200 ดอลลาร์ต่อเดือน สูงกว่านั้น Basic จ่ายน้อยกว่าในแบบจำลองเบื้องต้น

จุดตัดนี้ตอบคำถามเรื่องราคาแผนได้ แต่ยังไม่ใช่ยอดที่ผู้สอนจะได้รับสุทธิ ค่าประมวลผลเงินขึ้นกับช่องทางรับชำระ จำนวนรายการ และสกุลเงิน ส่วนภาษีขึ้นกับทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และเกตเวย์ที่บัญชีนั้นใช้ได้จริง ผู้สอนในไทยจึงควรเลือกแผนที่รองรับจำนวนคอร์สและผู้ดูแลก่อน แล้วคำนวณต้นทุนจากยอดขายของแผนนั้น

ยอดขายเท่าไรจึงชดเชยค่าสมัครที่ต่างกัน

ให้ R เป็นยอดรวมที่ลูกค้าถูกเรียกเก็บจากธุรกรรมในหนึ่งเดือน ก่อนหักค่าธรรมเนียมรับเงิน ในการเปรียบเทียบขั้นแรก ต้นทุน Starter คือ 39 + 0.075R ดอลลาร์ ส่วน Basic คือ 54 ดอลลาร์ ความต่างของค่าสมัครอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ เมื่อนำไปหารด้วยอัตรา 0.075 จึงได้จุดตัดที่ R เท่ากับ 200 ดอลลาร์ สูตรนี้ตั้งใจแยกผลของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออกจากค่าใช้จ่ายส่วนอื่น

ตัวอย่างสมมติที่ยอดธุรกรรม 100 ดอลลาร์ทำให้ Starter มีต้นทุนค่าสมัครรวมค่าธรรมเนียมตามยอดขาย 46.50 ดอลลาร์ เทียบกับค่าสมัคร Basic 54 ดอลลาร์ หากยอดธุรกรรมเป็น 500 ดอลลาร์ ต้นทุนส่วนเดียวกันของ Starter เพิ่มเป็น 76.50 ดอลลาร์ ขณะที่ Basic ยังคง 54 ดอลลาร์ ส่วนต่างที่เปลี่ยนทิศทางเกิดจากยอดขาย ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนราคาค่าสมัคร

ควรใช้ยอดที่เกิดธุรกรรมจริง ไม่ใช่จำนวนผู้เรียนหรือมูลค่าคอร์สที่ลงประกาศไว้ คอร์สราคาเท่ากันอาจสร้างยอดเรียกเก็บต่างกันเมื่อมีคูปอง ผ่อนชำระ หรือภาษีที่เพิ่มในขั้นชำระเงิน ยอดโอนเข้าบัญชีก็ใช้แทน R ไม่ได้ เพราะผ่านการหักค่าประมวลผลและรายการอื่นมาแล้ว หากเอายอดสุทธิมาคูณ 7.5% จะประเมินต้นทุนของ Starter ต่ำกว่าฐานที่แพลตฟอร์มใช้คิดค่าธรรมเนียม

ตัวเลข 200 ดอลลาร์มีประโยชน์เมื่อทั้งสองแผนรองรับงานเดียวกันและต้นทุนรับเงินใกล้เคียงกัน หากเกตเวย์ของฝั่งหนึ่งมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม หรือยอดขายส่วนใหญ่เป็นรายการขนาดเล็กที่ถูกเก็บค่าประมวลผลต่อครั้ง จุดที่ต้นทุนรวมเท่ากันจะขยับ การเรียกตัวเลขนี้ว่า จุดคุ้มทุนของค่าสมัครกับค่าธรรมเนียม Starter จึงแม่นยำกว่าการเรียกว่าเกณฑ์ตัดสินทุกค่าใช้จ่าย

จ่ายรายปีหรือขยับเป็น Builder เปลี่ยนโจทย์อย่างไร

เมื่อจ่ายรายปี ราคาที่แสดงเป็นค่าเฉลี่ยรายเดือนของ Teachable Starter คือ 29 ดอลลาร์, Builder คือ 69 ดอลลาร์ และ Thinkific Basic คือ 40 ดอลลาร์ การเปรียบเทียบแบบนี้ต้องใช้ยอดธุรกรรมทั้งปีและเงินค่าสมัครที่เรียกเก็บทั้งปีในช่วงเดียวกัน ไม่ควรนำราคาจ่ายรายปีของฝั่งหนึ่งไปเทียบกับราคาจ่ายรายเดือนของอีกฝั่ง แล้วสรุปว่าประหยัดกว่า

ภายใน Teachable เอง Builder แบบจ่ายรายเดือนมีค่าสมัคร 89 ดอลลาร์และแสดงค่าธรรมเนียมธุรกรรมของแผนเป็น 0% ส่วนต่างค่าสมัครระหว่าง Builder กับ Starter จึงเท่ากับ 50 ดอลลาร์ต่อเดือน ในการเปรียบเทียบเฉพาะสองรายการนี้ ค่าธรรมเนียม 7.5% ของ Starter จะเท่ากับส่วนต่างดังกล่าวเมื่อยอดธุรกรรมประมาณ 666.67 ดอลลาร์ต่อเดือน เหนือระดับนั้น Builder อาจถูกกว่า Starter แม้ค่าสมัครหน้าแรกสูงกว่า

ผลนี้ไม่ได้แปลว่า Builder ถูกกว่า Thinkific Basic โดยอัตโนมัติ เพราะ Builder มีค่าสมัครรายเดือนสูงกว่า Basic และทั้งสองแพลตฟอร์มอาจใช้ช่องทางรับเงินต่างกัน ผู้สอนที่ยอดขายผ่านจุดตัดระหว่าง Starter กับ Basic ควรนำ Builder เข้ามาเป็นตัวเลือกเพิ่ม แทนการสมมติว่ามีเพียงสองแผนเริ่มต้นให้เลือก ยิ่งยอดขายขึ้นลงมากระหว่างเดือน การจ่ายรายปีควรคิดจากยอดทั้งปีมากกว่าหยิบเดือนที่ขายดีที่สุดมาใช้แทนทั้งกิจการ

การจ่ายล่วงหน้ารายปีลดค่าเฉลี่ยค่าสมัคร แต่ทำให้ต้องกันเงินสดสำหรับรอบบิลที่ยาวกว่า ผู้สอนที่เพิ่งเปิดคอร์สและยังไม่รู้จังหวะยอดขายอาจให้ค่าน้ำหนักกับความยืดหยุ่นของบิลรายเดือนมากกว่าส่วนลด ขณะที่ผู้สอนซึ่งมีรายการขายประจำสามารถใช้ยอดธุรกรรมที่ผ่านมาเป็นฐานที่มั่นคงกว่าในการเปรียบเทียบ ต้นทุนที่ต่ำบนกระดาษจะไม่มีประโยชน์หากต้องซื้อแผนเพิ่มเพื่อใช้งานที่จำเป็น

จำนวนคอร์สและผู้ดูแลกำหนดแผนที่เทียบได้จริง

Thinkific Basic เปิดคอร์สได้ไม่จำกัด แต่รองรับผู้ดูแลเว็บไซต์หนึ่งคนโดยนับเจ้าของเว็บไซต์รวมอยู่ด้วย แผน Start รองรับสองคน และ Grow รองรับหกคน ผู้สอนที่ทำหลายคอร์สคนเดียวจึงอาจยังอยู่ใน Basic ได้ แต่กิจการที่ต้องให้คนอีกคนเข้าถึงสิทธิ์ผู้ดูแลเต็มรูปแบบต้องมองแผนสูงขึ้น แม้ยอดขายจะยังต่ำกว่าเกณฑ์ต้นทุนตามสูตรข้างต้น

Teachable Starter จำกัดผลิตภัณฑ์ที่เผยแพร่ไว้ห้ารายการและผู้ดูแลระดับแอดมินหนึ่งคน Builder เพิ่มเพดานผลิตภัณฑ์เป็นสิบรายการแต่ยังมีแอดมินหนึ่งคน ส่วน Growth รองรับห้าสิบรายการและแอดมินห้าคน สำหรับ Teachable คอร์ส งานโค้ช และไฟล์ดาวน์โหลดที่เผยแพร่ต่างนับเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งรายการ สมาชิกภาพ บันเดิล และฉบับร่างที่ยังไม่เผยแพร่ไม่กินโควตานี้

ดังนั้นจำนวนวิดีโอหรือบทเรียนในคอร์สไม่ได้ทำให้คอร์สเดียวกลายเป็นหลายผลิตภัณฑ์ แต่การแยกหัวข้อเดียวออกเป็นหลายคอร์สที่เปิดขายจะใช้โควตาเพิ่ม ผู้สอนที่ขายคอร์สพร้อมไฟล์ดาวน์โหลดแยกต่างหากต้องนับทั้งสองชนิดในฝั่ง Teachable ขณะที่ Thinkific Basic แยกคอร์สไม่จำกัดออกจากเพดานไฟล์ดิจิทัลของแผน การเทียบเพียงคำว่า “สร้างคอร์สได้” โดยไม่ดูสิ่งที่เผยแพร่และขายจริงอาจทำให้เลือกแผนต่ำเกินไป

ถ้ามีผู้ดูแลสองคน Teachable Builder ยังไม่พอในมิติสิทธิ์แอดมิน แม้จะมีพื้นที่สำหรับผลิตภัณฑ์เพิ่ม ผู้สอนต้องเทียบแผนที่รองรับทีมจริงกับ Thinkific Start ซึ่งรองรับผู้ดูแลสองคน การคำนวณ Starter เทียบ Basic ที่ยอดขาย 200 ดอลลาร์ไม่ใช่คำตอบสำหรับกรณีนี้ เพราะเงื่อนไขการใช้งานทำให้แผนที่นำมาหาราคาต่างออกไปตั้งแต่ต้น

เครื่องมือสอนก็เปลี่ยนแผนขั้นต่ำ Thinkific Basic มีวิดีโอ แบบทดสอบ และพื้นที่สนทนาของผู้เรียน ส่วนใบรับรองการเรียนจบ งานที่ให้ผู้เรียนส่ง และการจัดกลุ่มเรียนสดอยู่ใน Start ขึ้นไป Teachable มีบทเรียนแบบทยอยเปิด ความเห็นในบทเรียน และแบบทดสอบในแผนเริ่มต้น แต่ใบรับรองอยู่ใน Growth หากใบรับรองเป็นส่วนที่ขายให้ลูกค้าโดยตรง การนำราคา Starter มาแทนต้นทุน Teachable จะทำให้การเปรียบเทียบผิดโจทย์

ช่องทางรับเงินของผู้สอนไทยมีผลต่อยอดสุทธิ

ค่าธรรมเนียมของแผนกับค่าประมวลผลเงินเป็นคนละรายการ ค่าธรรมเนียม 7.5% เพิ่มตามมูลค่าธุรกรรมของ Starter ส่วนผู้ประมวลผลอาจคิดทั้งอัตราร้อยละและจำนวนเงินคงที่ต่อการชำระหนึ่งครั้ง ผู้ขายคอร์สราคาต่ำจำนวนมากจึงต้องใส่จำนวนคำสั่งซื้อในแบบจำลองด้วย แม้ยอดขายรวมจะเท่ากับผู้ขายคอร์สราคาสูงเพียงไม่กี่รายการ

เงื่อนไขสำหรับไทยต้องแยกชื่อเกตเวย์ให้ชัด: รายชื่อของ Teachable Pay มีประเทศไทย แต่ เงื่อนไข Teachable Payments รุ่นใหม่ ไม่มีประเทศไทยในประเทศที่รองรับและระบุว่าจะนำประเทศนอกบัญชีไปยัง Custom Payment Gateway ชื่อสองระบบใกล้กัน แต่รายชื่อประเทศและเส้นทางตั้งค่าที่เผยแพร่ไม่ตรงกัน ผู้สอนจึงต้องยึดเกตเวย์ที่บัญชีโรงเรียนของตนได้รับจริงก่อนใส่ค่าธรรมเนียมลงในสูตร

Custom Payment Gateway ให้เชื่อมบัญชี Stripe Standard ของผู้ขายเพื่อรับเงิน และการรับเงินเข้าบัญชีขึ้นกับข้อกำหนดของ Stripe สำหรับบัญชีนั้น การที่ Teachable ระบุว่าเกตเวย์แบบกำหนดเองมีให้เลือกในทุกประเทศไม่ได้รับรองว่าผู้สอนทุกรายจะผ่านการเปิดบัญชีหรือใช้วิธีรับเงินทุกแบบได้เหมือนกัน หากต้องการรับเงินผ่าน PayPal ในเส้นทางนี้ เงื่อนไขของ Teachable จำกัดไว้กับบัญชีธุรกิจที่เชื่อมและการซื้อครั้งเดียวในสกุลดอลลาร์

ฝั่ง Thinkific มีทางเลือกเชื่อม Stripe หรือ PayPal นอกระบบรับเงินของตนเอง แต่หน้าราคาระบุว่าค่าธรรมเนียมเกตเวย์ภายนอกเพิ่มเติมขึ้นกับประเทศและแผน จึงไม่ควรใส่อัตราของประเทศอื่นให้ผู้สอนไทยโดยไม่มีเงื่อนไขบัญชีรองรับ ความต่างของต้นทุนรับเงินอาจทำให้จุดตัด 200 ดอลลาร์เลื่อนไป แม้ราคาค่าสมัครของทั้งสองบริษัทไม่เปลี่ยน การแปลงสกุลเงินและสกุลที่รับโอนยังมีผลต่อจำนวนที่เข้าบัญชีจริง

สำหรับการขายข้ามประเทศ ผู้ซื้ออาจจ่ายด้วยบัตรที่ออกต่างประเทศ ขณะที่ผู้สอนได้รับเงินในอีกสกุลหนึ่ง ค่าประมวลผลบัตร ค่าความต่างสกุลเงิน และค่าบริการเสริมจึงควรอยู่คนละบรรทัดกับค่าธรรมเนียมแผน การคืนเงินหรือข้อพิพาทก็ทำให้ยอดโอนและยอดขายที่บันทึกต่างกัน การดูเพียงยอดเงินเข้าบัญชีหลังหักทุกอย่างจะบอกไม่ได้ว่าการอัปเกรดแผนช่วยลดต้นทุนรายการใด

ภาษีที่แพลตฟอร์มจัดการให้มีขอบเขต

เงื่อนไขภาษีของ Teachable Payments ระบุว่าระบบคำนวณ เก็บ และนำส่งภาษีในเขตที่แพลตฟอร์มมีหน้าที่ตามกฎหมาย โดยพิจารณาที่อยู่ผู้ซื้อและผู้ขาย ตารางประเทศไทยแยกธุรกรรมข้ามพรมแดนที่ระบบจัดการภาษีออกจากการขายภายในประเทศซึ่งผู้สอนรับผิดชอบ การมีคำว่า “Thailand” ในตารางภาษีจึงบอกว่าระบบปฏิบัติต่อธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับไทยอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของโรงเรียนที่ตั้งในไทยสมัคร Teachable Payments รุ่นใหม่ได้

ตัวอย่างเช่น ผู้ขายที่อยู่ในประเทศซึ่งใช้ Teachable Payments ได้และขายเนื้อหาดิจิทัลให้ผู้ซื้อไทยอาจอยู่ในช่องธุรกรรมข้ามพรมแดนที่แพลตฟอร์มเก็บและนำส่งภาษีตามตาราง แต่ผู้ขายไทยที่ใช้ Custom Payment Gateway ไม่ได้สิทธิ์จัดการภาษีอัตโนมัติแบบเดียวกันจากเกตเวย์นั้น ความต่างอยู่ที่ทั้งที่ตั้งของผู้ขายและระบบรับเงิน ไม่ใช่แค่ประเทศของผู้เรียน

สำหรับการขายให้ผู้ซื้อในสหภาพยุโรปหรือสหราชอาณาจักร ระบบ Teachable Payments มีบทบาทคำนวณและนำส่ง VAT เมื่อเข้าเงื่อนไข ส่วนผู้ใช้เกตเวย์แบบกำหนดเองต้องจัดการภาระนำส่งด้วยตนเอง แม้บางกรณีระบบจะคำนวณตัวเลขภาษีในหน้าชำระเงิน การเห็นจำนวนภาษีบนหน้าขายจึงไม่ควรถูกตีความว่ามีผู้รับหน้าที่นำส่งภาษีให้แล้ว

ค่าธรรมเนียม Starter คิดจากมูลค่าธุรกรรมรวมภาษีในเงื่อนไข Teachable Pay ดังนั้นเมื่อมีภาษีเพิ่มบนยอดที่ผู้ซื้อจ่าย ฐานคำนวณค่าธรรมเนียมอาจสูงกว่าราคาคอร์สก่อนภาษี ภาษีที่แพลตฟอร์มเก็บเพื่อนำส่งไม่ใช่รายได้สุทธิของผู้สอน และการจัดการภาษีการขายของผู้ซื้อก็ไม่ใช่การจัดการภาษีเงินได้ของกิจการผู้สอน การแยกยอดเหล่านี้ช่วยให้สูตรต้นทุนไม่ปะปนเงินที่มีหน้าที่ต่างกัน

แบบจำลองต้นทุนที่ใช้เลือกแผน

เริ่มจากจำนวนผลิตภัณฑ์ที่จะเผยแพร่และจำนวนผู้ที่ต้องใช้สิทธิ์แอดมิน เพื่อคัดเฉพาะแผนที่ทำงานได้จริง จากนั้นใส่ยอดธุรกรรมต่อเดือนและจำนวนรายการชำระเงินลงในแต่ละแผน แยกค่าสมัคร ค่าธรรมเนียมตามยอดขาย ค่าประมวลผลต่อรายการ ค่าแปลงสกุลเงิน และบริการเสริมออกจากกัน การคำนวณที่แยกบรรทัดทำให้เห็นว่าต้นทุนใดลดได้ด้วยการเปลี่ยนแผน และต้นทุนใดยังเกิดทุกครั้งที่ลูกค้าจ่าย

ถ้าผู้สอนมีคอร์สไม่เกินเพดานของ Starter ทำงานคนเดียว และยอดธุรกรรมต่ำกว่าจุดตัดเบื้องต้น Starter อาจมีต้นทุนค่าสมัครรวมค่าธรรมเนียมแผนต่ำกว่า Basic แต่ต้องเติมค่าเกตเวย์ที่ใช้ได้จริงก่อนตัดสินใจ เมื่อยอดขายเพิ่ม ผู้สอนควรเทียบทั้ง Basic และ Builder เพราะ Builder ตัดค่าธรรมเนียมของแผนตามยอดขายออกในเงื่อนไขที่ระบุบนหน้าราคา สำหรับผู้ที่ต้องใช้ใบรับรองหรือแอดมินเพิ่ม แผนเริ่มต้นไม่ใช่ตัวเลือกที่ทำงานครบตั้งแต่แรก

การขายคอร์สให้ผู้เรียนไทยและต่างประเทศพร้อมกันเพิ่มอีกตัวแปรหนึ่ง: วิธีชำระเงินและภาระภาษีอาจต่างกันตามที่อยู่ผู้ซื้อ แม้เป็นคอร์สเดียวกัน หากยอดขายเกิดเป็นหลายสกุล ควรแปลงเป็นสกุลเดียวด้วยฐานอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันก่อนเปรียบเทียบ และแยกยอดเรียกเก็บออกจากเงินสุทธิที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ใช้เลือกแพลตฟอร์มจึงเป็นต้นทุนของแผนและเกตเวย์ที่บัญชีผู้สอนใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขค่าสมัครที่เห็นหน้าแรก

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0