Stripe หรือ 2C2P ในไทย: ราคาที่เห็นกับช่องทางจ่ายที่ได้ไม่เท่ากัน

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|3 นาทีในการอ่าน| 1
Stripe หรือ 2C2P ในไทย: ราคาที่เห็นกับช่องทางจ่ายที่ได้ไม่เท่ากัน

ถ้าธุรกิจไทยรับเงินผ่านบัตรและ PromptPay เป็นหลัก และต้องการประมาณค่าธรรมเนียมก่อนเชื่อมระบบ Stripe เป็นจุดเริ่มต้นที่คำนวณได้จาก ราคามาตรฐานสำหรับประเทศไทย: บัตรในประเทศ 3.65% บวก 10 บาทต่อรายการที่สำเร็จ บัตรต่างประเทศ 4.75% บวก 10 บาท และ PromptPay 1.65% ส่วนการแปลงสกุลเงินมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเมื่อจำเป็น ราคาที่เปิดเผยช่วยให้ตั้งงบได้ แต่ต้นทุนสุดท้ายยังขึ้นกับจำนวนรายการ วิธีจ่ายที่ลูกค้าเลือก และธุรกรรมที่ต้องคืนเงินหรือเกิดข้อพิพาท

ถ้าลูกค้าต้องการกระเป๋าเงินท้องถิ่นหลายราย หรือร้านค้ามีแผนรับเงินในประเทศอื่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2C2P มีขอบเขตช่องทางให้พิจารณามากกว่า ข้อมูลบริการสำหรับประเทศไทยของ 2C2P ระบุว่าระบบรองรับวิธีจ่ายมากกว่า 400 รูปแบบในเครือข่าย รวมบัตร การผ่อนชำระและกระเป๋าเงิน ตัวเลขนี้เป็นขนาดความครอบคลุมของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่จำนวนช่องทางที่บัญชีร้านค้าไทยทุกบัญชีเปิดใช้ได้ทันที จึงต้องขอทั้งรายชื่อช่องทางและราคาเฉพาะของธุรกิจจึงจะเทียบกับ Stripe ได้

ราคามาตรฐานกับราคาเสนอเฉพาะเทียบกันอย่างไร

อัตราของ Stripe ให้ฐานคำนวณโดยไม่ต้องสมมติราคาของคู่แข่ง ค่าบัตรประกอบด้วยส่วนที่คิดตามยอดชำระและส่วนคงที่ต่อรายการ ขณะที่อัตรา PromptPay ในราคามาตรฐานคิดตามยอดชำระ รูปแบบนี้ทำให้ร้านค้าที่มียอดขายเท่ากันจ่ายค่าบัตรต่างกันได้ หากร้านหนึ่งมีคำสั่งซื้อเล็กจำนวนมาก แต่อีกร้านมีคำสั่งซื้อใหญ่จำนวนน้อย Stripe ยังมีราคาแบบออกแบบเองสำหรับธุรกิจที่มีปริมาณชำระสูงหรือรูปแบบเฉพาะ ดังนั้นอัตรามาตรฐานเป็นฐานเปรียบเทียบที่เปิดเผย ไม่ใช่คำยืนยันว่าทุกร้านจะได้สัญญาแบบเดียวกัน

ฝั่ง 2C2P ต้องแยกคำว่า “รองรับช่องทาง” ออกจาก “ราคาที่ร้านนี้ได้รับ” ตารางเปรียบเทียบเกตเวย์ไทยของ Xendit แสดงราคาบัตร PromptPay และกระเป๋าเงินของ 2C2P เป็นราคาเจรจา ขณะที่แสดงอัตรามาตรฐานของ Stripe เป็นตัวเลข ตารางดังกล่าวช่วยระบุช่องว่างของข้อมูลราคา แต่ไม่ใช่ใบเสนอราคาที่ใช้แทนข้อเสนอจาก 2C2P ได้ โดยเฉพาะเมื่อยอดขาย สัดส่วนบัตรต่างประเทศ และช่องทางกระเป๋าเงินของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน

ราคาที่นำมาเทียบควรแยกค่าธรรมเนียมร้อยละและค่าคงที่ต่อรายการสำหรับบัตรไทย บัตรต่างประเทศ PromptPay และกระเป๋าเงินแต่ละราย ถ้ามีค่าตั้งระบบ ค่ารายเดือน ยอดขั้นต่ำ ค่าบริการเมื่อยอดต่ำกว่าเกณฑ์ หรือค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มร้านค้า ก็ต้องวางไว้ในต้นทุนรวมเดียวกัน ราคาบัตรที่ดูต่ำกว่าอาจประหยัดจริงสำหรับร้านที่ขายสินค้าราคาสูง แต่ให้ผลต่างน้อยลงเมื่อร้านมีรายการมูลค่าต่ำจำนวนมากหรือมีต้นทุนประจำเพิ่ม

อีกตัวแปรคือจังหวะที่เงินถึงร้านค้า อัตราค่าธรรมเนียมสองข้อเสนออาจใกล้กัน แต่รอบการโอนเงิน เงินสำรองที่ต้องคงไว้ หรือสกุลเงินที่ใช้ชำระบัญชีทำให้เงินหมุนเวียนต่างกัน ประเด็นเหล่านี้ควรอยู่ในข้อเสนอฉบับเดียวกับราคา เพราะร้านที่ต้องจ่ายค่าสินค้าหรือค่าโฆษณาก่อนรับเงินจากลูกค้าอาจให้ความสำคัญกับเวลารับเงินมากกว่าส่วนต่างค่าธรรมเนียมเล็กน้อย

PromptPay มีทั้งคู่ แต่กระเป๋าเงินและการขายข้ามประเทศต้องดูเป็นรายช่องทาง

รายการช่องทางในเอกสาร 2C2P ระบุ PromptPay QR สำหรับไทย พร้อมกระเป๋าเงิน TrueMoney, LINE Pay และ ShopeePay ในรายการที่ระบุประเทศไทย เอกสารเดียวกันยังแสดง PayNow QR สำหรับสิงคโปร์ QRIS สำหรับอินโดนีเซีย และ DuitNow QR สำหรับมาเลเซีย รายการระดับแพลตฟอร์มนี้บอกว่ามีการเชื่อมต่อทางเทคนิค แต่ราคา สิทธิ์เปิดใช้ และเงื่อนไขรับเงินของแต่ละประเทศยังต้องระบุในข้อเสนอของร้านค้า

สำหรับร้านที่ลูกค้าสแกน PromptPay อยู่แล้ว คำถามแรกคือค่าธรรมเนียมและขั้นตอนหลังการขายของช่องทางนี้ ไม่ใช่จำนวนโลโก้วิธีจ่ายที่ผู้ให้บริการแสดง หากร้านมีลูกค้าซึ่งจ่ายจากกระเป๋าเงินเฉพาะรายเป็นประจำ คำถามจะเปลี่ยนเป็นกระเป๋าเงินนั้นเปิดบนหน้าชำระเงินจริงได้หรือไม่ ต้องสมัครหรือรออนุมัติเพิ่มหรือไม่ และคิดราคาเท่าไร การมีรายชื่อในเอกสารผลิตภัณฑ์ยังไม่บอกว่าลูกค้าของร้านจะเห็นตัวเลือกนั้นทุกครั้งที่ชำระเงิน

ควรแยกการรับบัตรต่างประเทศออกจากการรองรับวิธีจ่ายท้องถิ่นในต่างประเทศ บัตรต่างประเทศช่วยให้ลูกค้านอกไทยจ่ายด้วยบัตรได้ แต่ไม่ได้ทำให้ร้านมี PayNow หรือ QRIS โดยอัตโนมัติ ในทางกลับกัน การมีช่องทางท้องถิ่นในรายการของ 2C2P ก็ไม่ได้แปลว่าร้านไทยจะเปิดขายและรับชำระบัญชีในทุกตลาดได้ด้วยสัญญาเดิม หากแผนธุรกิจระบุประเทศเป้าหมายไว้แล้ว การถามเป็นรายประเทศจะได้คำตอบที่ใช้วางต้นทุนและงานเชื่อมระบบได้ชัดกว่า

ประเด็นสกุลเงินต้องถามแยกจากต้นทุนบัตรด้วย การแสดงราคาเป็นสกุลเงินที่ลูกค้าคุ้นเคย การรับชำระเงินจากบัตรที่ออกต่างประเทศ และการรับเงินเข้าบัญชีร้านค้าเป็นคนละขั้นตอน ร้านควรรู้ว่าลูกค้าเห็นสกุลใด ใครเป็นผู้แปลงเงิน อัตราใดถูกใช้ และเมื่อคืนเงินจะเกิดผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนกับฝ่ายใด ก่อนนำยอดขายข้ามพรมแดนไปเทียบกับยอดขายในประเทศ

ยอดขาย 100,000 บาท: จำนวนคำสั่งซื้อเปลี่ยนผลลัพธ์

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสถานการณ์สมมติ ใช้ราคา Stripe แบบมาตรฐานข้างต้นกับรายการที่ชำระสำเร็จเท่านั้น ยังไม่รวมภาษีที่อาจใช้กับค่าบริการ ค่าแปลงสกุลเงิน ค่าคืนเงิน ข้อพิพาท หรือค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มขายสินค้า สูตรสำหรับบัตรคือยอดชำระคูณอัตราร้อยละ แล้วบวกค่าคงที่คูณจำนวนรายการ ส่วน PromptPay ในตัวอย่างคิดจากยอดชำระคูณอัตราของช่องทางนั้น การระบุทั้งยอดขายและจำนวนคำสั่งซื้อจึงจำเป็นต่อการเทียบราคา

สมมติยอดขาย 100,000 บาทเกิดจาก 100 คำสั่งซื้อ คำสั่งซื้อละ 1,000 บาท หากทุกคำสั่งซื้อใช้บัตรไทย ค่ารับชำระเท่ากับ 3,650 บาทจากส่วนร้อยละ บวก 1,000 บาทจากค่าคงที่ รวม 4,650 บาท ถ้าทุกคำสั่งซื้อใช้บัตรต่างประเทศ ผลรวมเป็น 5,750 บาท หากทั้งหมดใช้ PromptPay ผลรวมเป็น 1,650 บาท ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลของสมมติฐานทางเลือกสามแบบสำหรับยอดขายเดียวกัน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมสามรายการที่ต้องบวกเข้าด้วยกัน

ร้านจริงมักมีวิธีจ่ายผสมกัน สมมติยอดขาย 100,000 บาทชุดเดิมแบ่งเป็นบัตรไทย 50 รายการ บัตรต่างประเทศ 20 รายการ และ PromptPay 30 รายการ โดยแต่ละรายการยังมีมูลค่า 1,000 บาท ต้นทุนของสามกลุ่มคือ 2,325 บาท 1,150 บาท และ 495 บาทตามลำดับ รวม 3,970 บาท หรือ 3.97% ของยอดขายสมมติ หากดูเฉพาะอัตรา PromptPay ที่ต่ำที่สุด ร้านจะประเมินต้นทุนต่ำกว่าภาพรวม เพราะลูกค้าบางส่วนเลือกบัตรจริง

จำนวนรายการทำให้ส่วนต่างเปลี่ยนได้แม้ยอดขายและวิธีจ่ายไม่เปลี่ยน หากยอดขาย 100,000 บาทมาจาก 500 รายการ รายการละ 200 บาท ค่าบัตรไทยทั้งหมดจะเป็น 8,650 บาท และค่าบัตรต่างประเทศทั้งหมดเป็น 9,750 บาท เพราะค่าคงที่สะสมตามจำนวนครั้งที่จ่าย ขณะที่ต้นทุน PromptPay ทั้งหมดในสมมติฐานเดียวกันยังเป็น 1,650 บาท ผลต่างนี้มีน้ำหนักมากสำหรับร้านที่ขายสินค้าราคาไม่สูง และเป็นเหตุผลให้ขอค่าคงที่ต่อรายการจาก 2C2P ไม่ใช่ขอเพียงอัตราร้อยละ

ยอดขาย 1,000,000 บาท: สัดส่วนวิธีจ่ายสำคัญกว่ายอดรวม

สมมติยอดขาย 1,000,000 บาทมาจาก 200 คำสั่งซื้อ คำสั่งซื้อละ 5,000 บาท หากใช้บัตรไทยทั้งหมด ค่ารับชำระตามราคา Stripe มาตรฐานเท่ากับ 38,500 บาท บัตรต่างประเทศทั้งหมดเท่ากับ 49,500 บาท และ PromptPay ทั้งหมดเท่ากับ 16,500 บาท ส่วนต่างระหว่างกรณีบัตรไทยกับ PromptPay สูงขึ้นตามยอดขาย เพราะอัตราที่คิดตามมูลค่าธุรกรรมต่างกัน ส่วนกรณีบัตรต่างประเทศยังไม่รวมค่าแปลงสกุลเงินหากธุรกรรมนั้นต้องแปลง

ถ้ารายการชุดนี้แบ่งเป็นบัตรไทย 100 รายการ บัตรต่างประเทศ 40 รายการ และ PromptPay 60 รายการ ต้นทุนแต่ละส่วนเท่ากับ 19,250 บาท 9,900 บาท และ 4,950 บาท รวม 34,100 บาท หรือ 3.41% ของยอดขาย สมมติฐานนี้ใช้สัดส่วนจำนวนรายการแบบเดียวกับตัวอย่างยอดขาย 100,000 บาท แต่ยอดซื้อต่อรายการสูงกว่า จึงกระจายค่าคงที่ของบัตรออกไปบนยอดขายมากกว่า การเปรียบเทียบข้อเสนอของ 2C2P ต้องใส่ราคาเสนอแต่ละช่องทางลงในรายการชุดเดียวกัน จึงจะเห็นว่ารายใดมีต้นทุนต่ำกว่าสำหรับร้านนี้

หากยอดขาย 1,000,000 บาทเกิดจาก 1,000 รายการ รายการละ 1,000 บาท แทนที่จะเป็น 200 รายการ รายการละ 5,000 บาท ค่าบัตรไทยทั้งหมดจะเป็น 46,500 บาท และบัตรต่างประเทศทั้งหมดเป็น 57,500 บาท แม้ยอดขายไม่เปลี่ยน ตัวอย่างนี้ไม่ได้ทำนายพฤติกรรมลูกค้า แต่แสดงว่าการใช้ยอดขายรวมเพียงช่องเดียวในแบบฟอร์มขอราคาไม่เพียงพอ ร้านที่มีสินค้าและขนาดตะกร้าหลายกลุ่มควรส่งทั้งยอดรวม จำนวนรายการ และยอดเฉลี่ยที่ใกล้เคียงธุรกิจจริง

เมื่อได้ใบเสนอราคา 2C2P แล้ว สามารถใช้หลักเดียวกันโดยนำยอดขายของแต่ละวิธีจ่ายคูณอัตราของวิธีนั้น บวกค่าคงที่ตามจำนวนรายการ และกระจายค่าประจำรายเดือนตามช่วงเวลาที่ต้องการเทียบ หากราคากระเป๋าเงินคิดต่างกันตามค่าย ต้องแยกยอดและจำนวนรายการของแต่ละค่าย ไม่ควรใส่อัตราเฉลี่ยที่ผู้ขายไม่ได้เสนอไว้ การคำนวณนี้ยังช่วยเห็นความไวของต้นทุน: หากลูกค้าหันไปใช้บัตรต่างประเทศมากขึ้น หรือจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มแต่ยอดเฉลี่ยลดลง ข้อเสนอที่เคยถูกกว่าอาจไม่ถูกกว่าในส่วนผสมใหม่

เงินคืนและ chargeback เป็นคนละต้นทุน

การคืนเงินไม่ได้ลบต้นทุนการรับชำระเดิมออกจากบัญชีร้าน สำหรับ Stripe แบบราคามาตรฐาน ค่าประมวลผลจากธุรกรรมเดิมไม่คืนให้ร้าน แม้ร้านคืนยอดขายให้ลูกค้าเต็มจำนวน ในตัวอย่างรายการบัตรไทย 1,000 บาท ค่าประมวลผลเดิม 46.50 บาทยังเป็นต้นทุนหลังคืนเงินเต็มจำนวน ส่วนรายการบัตรต่างประเทศมูลค่าเท่ากันมีค่าประมวลผลเดิม 57.50 บาท กรณีที่ต้องแปลงสกุลเงินยังมีเงื่อนไขค่าธรรมเนียมส่วนนั้นแยกต่างหาก

สมมติร้านในตัวอย่างยอดขาย 100,000 บาทแบบผสมต้องคืนเงินเต็มจำนวนให้ลูกค้าที่ใช้บัตรไทย 5 รายการ รายการละ 1,000 บาท ยอดขายสุทธิหลังคืนเงินจะเหลือ 95,000 บาท แต่ค่ารับชำระเดิม 3,970 บาทยังเกิดจากรายการที่ประมวลผลไปแล้ว หากมองค่าธรรมเนียมเดิมเทียบกับยอดขายสุทธิ สัดส่วนจะเพิ่มจาก 3.97% เป็นประมาณ 4.18% ตัวอย่างนี้แสดงผลของยอดคืนเงินต่ออัตราต้นทุนที่ร้านรับจริง โดยยังไม่สมมติค่าใช้จ่ายอื่นหรือรายได้จากการขายครั้งใหม่

เงื่อนไขของการคืนเงินผ่านวิธีจ่ายอื่นอาจต่างจากบัตร ทั้งค่าบริการ ขั้นตอนและเวลาที่สถานะเปลี่ยนเป็นสำเร็จ คู่มือ Refund API ของ 2C2P ระบุว่าขอคืนเงินได้หลังธุรกรรมชำระบัญชีแล้ว และการคืนเงินของการชำระผ่าน 123 บางประเภทกับกระเป๋าเงินบางรายอาจดำเนินการแบบไม่ทันที โดยต้องติดตามสถานะหรือรับการแจ้งผลภายหลัง ความต่างนี้เกี่ยวกับการตอบลูกค้าและการกระทบยอด ไม่ได้บอกว่าทุกกระเป๋าเงินมีเวลาคืนเงินเท่ากัน

Chargeback หรือข้อพิพาทจากผู้ถือบัตรต้องคิดแยกจากการคืนเงินที่ร้านเป็นผู้เริ่ม Stripe แสดงค่าธรรมเนียมเมื่อร้านได้รับข้อพิพาท และค่าธรรมเนียมอีกส่วนเมื่อร้านตอบโต้ด้วยตนเอง โดยการคืนค่าธรรมเนียมส่วนที่ตอบโต้ขึ้นกับผลของข้อพิพาท สำหรับ 2C2P ร้านควรถามค่าธรรมเนียมเมื่อได้รับข้อพิพาท ค่าใช้จ่ายในการส่งหลักฐาน และเงื่อนไขเมื่อชนะหรือแพ้ หากธุรกิจมีสินค้าที่ถูกคืนหรือถูกโต้แย้งบ่อย ต้นทุนหลังการขายอาจมีผลต่อคำตอบมากกว่าส่วนต่างค่ารับชำระต่อรายการ

API และใบเสนอราคาที่นำมาเทียบได้จริง

การเลือกเกตเวย์ยังเป็นการเลือกงานที่ทีมร้านค้าต้องรับหลังชำระเงินด้วย ในหน้าบริการไทย 2C2P ระบุทางเชื่อมต่อแบบ Server-to-Server API, Mobile SDK และปลั๊กอิน ส่วน Stripe ระบุเครื่องมือสำหรับหน้าชำระเงินและการเชื่อมต่อระบบ งานที่ควรถามให้ตรงกับรูปแบบร้านคือใครสร้างหน้าจ่ายเงิน ระบบส่งผลรายการสำเร็จหรือไม่สำเร็จอย่างไร มีสภาพแวดล้อมทดสอบหรือไม่ และระบบคืนเงินกับรายงานยอดชำระบัญชีเชื่อมเข้าบัญชีร้านได้อย่างไร ชื่อ API เพียงอย่างเดียวไม่บอกภาระการพัฒนาและการดูแลหลังเปิดใช้

ก่อนขอราคา ให้ส่งข้อมูลธุรกิจชุดเดียวกับที่ใช้คำนวณทั้งสองระดับยอดขาย หากมีข้อมูลจริง ควรใช้สัดส่วนวิธีจ่ายจริงแทนตัวอย่างสมมติ ข้อความขอใบเสนอราคาควรให้ 2C2P ตอบเป็นรายการที่ตรวจเทียบได้ดังนี้:

  • ยอดขายต่อเดือน จำนวนธุรกรรมที่ชำระสำเร็จ ยอดเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ และสัดส่วนบัตรไทย บัตรต่างประเทศ PromptPay และกระเป๋าเงินแต่ละราย พร้อมระบุว่าต้องการรับเงินเป็นสกุลใด
  • อัตราร้อยละและค่าคงที่ต่อรายการของทุกช่องทางที่ขอเปิดใช้ โดยแยกราคาบัตรต่างประเทศออกจากบัตรไทย และระบุว่าราคาดังกล่าวรวมภาษีที่เกี่ยวข้องแล้วหรือยัง
  • ค่าตั้งระบบ ค่ารายเดือน ยอดธุรกรรมขั้นต่ำ ค่าบริการเมื่อยอดไม่ถึงเกณฑ์ ระยะสัญญา และเงื่อนไขเปลี่ยนราคาเมื่อปริมาณธุรกรรมเพิ่มหรือลด
  • รายชื่อช่องทางที่บัญชีร้านค้าไทยเปิดได้จริง เงื่อนไขอนุมัติของแต่ละกระเป๋าเงิน และประเทศที่ร้านสามารถเปิดวิธีจ่ายท้องถิ่นได้ภายใต้แผนขยายธุรกิจ
  • ค่าคืนเงินเต็มจำนวนและบางส่วน การคืนหรือไม่คืนค่าธรรมเนียมธุรกรรมเดิม ขั้นตอนติดตามสถานะคืนเงิน และค่าธรรมเนียมข้อพิพาทพร้อมเงื่อนไขการส่งหลักฐาน
  • รอบโอนเงิน สกุลเงินที่ชำระบัญชี ค่าแปลงสกุลเงิน ขอบเขต API สภาพแวดล้อมทดสอบ การแจ้งสถานะธุรกรรม และรูปแบบรายงานที่ใช้กระทบยอด

เมื่อข้อเสนอตอบครบ ร้านจะเปรียบเทียบได้ทั้งต้นทุนและช่องทางที่ลูกค้าใช้ได้จริง หากลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายด้วยบัตรและ PromptPay ราคามาตรฐานของ Stripe ให้คำตอบเบื้องต้นได้เร็ว หากยอดขายพึ่งกระเป๋าเงินท้องถิ่นหรือการรับเงินหลายประเทศ ข้อเสนอของ 2C2P จะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบุช่องทางที่เปิดได้ ราคาแต่ละช่องทาง และต้นทุนหลังการขายไว้ชัดเจน ผลเลือกจึงขึ้นกับส่วนผสมการชำระเงินของร้าน มากกว่าชื่อผู้ให้บริการหรืออัตราที่ต่ำที่สุดเพียงตัวเดียว

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0