FlowAccount หรือ PEAK: ราคาต่ำกว่าอาจให้สิทธิ์ผู้ใช้น้อยกว่า

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|3 นาทีในการอ่าน
FlowAccount หรือ PEAK: ราคาต่ำกว่าอาจให้สิทธิ์ผู้ใช้น้อยกว่า

FlowAccount มีราคาเริ่มต้นต่ำกว่า PEAK แต่แพ็กเกจเริ่มต้นให้สิทธิ์ผู้ใช้น้อยกว่า กิจการที่ทำบัญชีคนเดียวอาจจ่ายน้อยลง ส่วนทีมที่ต้องออกเอกสารร่วมกันควรดูจำนวนผู้ใช้ก่อนตัดสินจากราคา หน้าราคา FlowAccount ระบุว่าแพ็กเกจ Free ให้ผู้ใช้หนึ่งคน, Standard ราคา 1,990 บาทต่อปีให้หนึ่งคนพร้อมการกระทบยอดธนาคาร และ Pro ราคา 2,990 บาทต่อปีให้ผู้ใช้ไม่จำกัดพร้อมระบบสต็อก

PEAK ให้ผู้ใช้มากกว่าในแพ็กเกจเสียเงินระดับแรก แต่ฟังก์ชันบางอย่างต้องซื้อแพ็กเกจสูงขึ้น ตารางแพ็กเกจ PEAK ระบุว่า e-Document ราคา 2,500 บาทต่อปีให้สามคน, BASIC ราคา 5,000 บาทต่อปีให้ห้าคน และ PRO ราคา 9,000 บาทต่อปีให้สิบคนพร้อมการกระทบยอดธนาคารและคำนวณต้นทุนขายแบบ FIFO ราคาของ PEAK ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นตัวเลขรายปีที่เปรียบเทียบต่อไปเป็นราคาที่ผู้ขายแสดงสำหรับงานตามแต่ละสถานการณ์ ไม่ใช่ยอดชำระสุทธิที่รวมภาษีและบริการเสริมทุกชนิด

นับคนทำบัญชีและแยกงานที่ต้องใช้จริง

จำนวนพนักงานทั้งบริษัทไม่ใช่จำนวนผู้ใช้โปรแกรมบัญชี คนที่ต้องมีสิทธิ์เข้าระบบอาจเป็นเจ้าของกิจการ ผู้สร้างเอกสาร ผู้บันทึกรายจ่าย และนักบัญชีภายนอก หากทุกคนทำงานผ่านบัญชีผู้ใช้ของตนเอง แพ็กเกจที่รองรับคนเดียวจะไม่พอ แม้กิจการจะมีเอกสารไม่มากก็ตาม ในทางกลับกัน บริษัทที่มีพนักงานหลายคนแต่มีผู้ทำบัญชีเพียงคนเดียวก็ไม่จำเป็นต้องซื้อแพ็กเกจจากจำนวนพนักงานทั้งหมด

งานภาษีต้องระบุชนิดเอกสารให้ชัด ใบกำกับภาษีทั่วไป หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย รายงานภาษีซื้อขาย และ e-Tax Invoice by Time Stamp เป็นคนละงานกับ e-Tax Invoice & e-Receipt ที่ใช้สิทธิ์อีกระดับ PEAK ให้ e-Tax Invoice by Time Stamp ตั้งแต่ e-Document แต่ e-Tax Invoice & e-Receipt อยู่ใน PRO Plus; FlowAccount ระบุ e-Tax Invoice by Time Stamp ใน Standard ขึ้นไป กิจการที่ส่งงานให้สำนักงานบัญชีควรแยกด้วยว่าต้องการเพียงเอกสารสำหรับลูกค้า หรือต้องการข้อมูลรายจ่ายและรายงานที่จะนำไปทำบัญชีต่อ

ความต่างของราคาที่ประกาศยังมีเรื่องภาษี คู่มือของ SyncEdge ระบุว่า PEAK แสดงราคาก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนหน้าราคา FlowAccount ไม่ระบุชัดว่ารวมภาษีแล้วหรือยัง คู่มือนี้ยังชี้ให้เทียบเอกสารภาษีและวิธีทำงานกับนักบัญชีควบคู่กับราคาสมัครใช้บริการ ผลรวมในสถานการณ์ด้านล่างจึงใช้ราคาหน้าแพ็กเกจเป็นฐานเดียวกัน และระบุบริการที่ต้องซื้อเพิ่มแยกต่างหาก

ฟรีแลนซ์: ฟรีได้เมื่อทำเอกสารขายเป็นหลัก

สมมติฟรีแลนซ์ทำงานคนเดียว ออกเอกสารขายทั่วไป และส่งข้อมูลรายรับให้นักบัญชีภายหลัง ค่าแพ็กเกจรายปีอาจเป็น 0 บาททั้งสองบริการ แต่ขอบเขตฟรีต่างกัน FlowAccount Free ให้สร้างเอกสารได้ไม่จำกัด และไม่จำกัดจำนวนสินค้าและผู้ติดต่อ ส่วน PEAK Free จำกัดผู้ติดต่อ 20 ราย สินค้า 5 รายการ ใช้ช่องทางการเงินเฉพาะเงินสด และสร้างรายการย้อนหลังได้ 2 เดือน ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อจำกัดของแพ็กเกจ ไม่ใช่การประเมินว่าฟรีแลนซ์ทั่วไปจะใช้ถึงเพดานเมื่อใด

ข้อจำกัดที่กระทบการส่งงานคือ PEAK Free ไม่มีฟังก์ชันส่งออกรายงานเอกสาร หากนักบัญชีต้องรับไฟล์รายงานจากระบบเป็นประจำ การใช้แพ็กเกจฟรีอาจไม่ตรงกับวิธีทำงาน แม้จะยังออกเอกสารรายรับได้อยู่ ฝั่ง FlowAccount Free มีรายงานสรุปยอดขายและภาษี แต่ควรแยกความต้องการรายงานสรุปออกจากการบันทึกค่าใช้จ่ายและการกระทบยอด เพราะงานหลังอยู่ใน Standard

สมมติฟรีแลนซ์เริ่มบันทึกรายจ่ายและต้องการกระทบยอดธนาคารในระบบ ค่าแพ็กเกจขั้นต่ำตามราคาที่แสดงจะเป็น FlowAccount Standard 1,990 บาทต่อปี เทียบกับ PEAK PRO 9,000 บาทต่อปี เนื่องจาก PEAK ยังไม่ให้ระบบกระทบยอดใน e-Document หรือ BASIC หากต้องการเพียงเอกสารรับจ่ายและให้คนอื่นเข้าระบบร่วมด้วย PEAK e-Document ราคา 2,500 บาทต่อปีอาจตรงโจทย์กว่า การเพิ่มงานเพียงรายการเดียวจึงเปลี่ยนแพ็กเกจที่นำมาเทียบได้มากกว่าส่วนต่างของราคาเริ่มต้น

งานหัก ณ ที่จ่ายก็ไม่ควรถูกรวมกับงานธนาคารโดยอัตโนมัติ PEAK แสดงการออกหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่ายในตารางตั้งแต่แพ็กเกจฟรี ขณะที่ FlowAccount ระบุการจดค่าใช้จ่ายและออกหัก ณ ที่จ่ายใน Standard ฟรีแลนซ์ที่ต้องการเอกสารภาษีชนิดเดียวจึงอาจได้คำตอบต่างจากฟรีแลนซ์ที่ต้องการบันทึกรายจ่าย ส่งออกรายงาน และกระทบยอดพร้อมกัน

ร้านออนไลน์: ค่าซิงค์คำสั่งซื้อเปลี่ยนงบรายปี

สมมติร้านขายสินค้าผ่านหลายแพลตฟอร์ม ต้องนำยอดขายเข้าบัญชีและซิงค์บิลกับสต็อก แพ็กเกจที่เกี่ยวข้องคือ FlowAccount Pro Business ราคา 5,490 บาทต่อปี กับ PEAK PRO Plus ราคา 12,000 บาทต่อปี FlowAccount แยกบริการเชื่อมหลายร้านและซิงค์ข้อมูลบิลกับสต็อกไว้ที่ 2,990 บาทต่อปี หากร้านต้องใช้บริการเสริมนี้ ผลรวมตามราคาที่แสดงคือ 5,490 + 2,990 = 8,480 บาทต่อปี เทียบกับราคาแพ็กเกจ PEAK PRO Plus ที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

คำว่าเชื่อมร้านค้าอาจหมายถึงงานต่างกัน ร้านที่คีย์ยอดขายรวมเพื่อออกเอกสารไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเดียวกับร้านที่รับคำสั่งซื้อจากหลายช่องทางแล้วต้องให้จำนวนสินค้าปรับตามบิล FlowAccount Pro มีระบบบริหารสต็อกอยู่แล้ว แต่ Pro Business เพิ่มการจัดการหลายคลังและ Open API ส่วนการเชื่อมหลายร้านพร้อมซิงค์บิลและสต็อกมีราคาแยก การซื้อ Pro Business อย่างเดียวจึงไม่เท่ากับการรวมค่าบริการซิงค์หลายร้านไว้ในงบ

PEAK PRO Plus แสดงการเชื่อมต่อภายนอกกับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop พร้อม API Partner และการสร้างเอกสารผ่าน API ที่กิจการพัฒนาเอง อย่างไรก็ดี คู่เชื่อมต่อบางรายอาจคิดค่าบริการเพิ่ม และการสร้างเอกสารผ่านช่องทางเชื่อมต่อใช้เครดิตตามแพ็กเกจ ร้านที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากจึงต้องคิดทั้งค่าสมัครและเงื่อนไขการนำเข้ารายการ ไม่ควรตีความราคาแพ็กเกจว่าเป็นค่าเชื่อมต่อทุกคู่ค้าหรือทุกปริมาณงาน

งานสต็อกเองมีหลายระดับ การมีรายชื่อสินค้าไม่เท่ากับการติดตามการรับเข้า การเคลื่อนไหว หรือวิธีคำนวณต้นทุน FlowAccount Pro ระบุการบริหารสต็อก การรับสินค้า และราคาซื้อขายเฉลี่ย ขณะที่ PEAK PRO ระบุการบันทึกต้นทุนขายอัตโนมัติแบบ FIFO หากกิจการต้องใช้ FIFO ในบัญชีต้นทุน สิทธิ์นี้เป็นเหตุให้เลือก PRO ของ PEAK แม้ยังไม่ต้องเชื่อมร้านค้าออนไลน์ ส่วนร้านที่ต้องการซิงค์หลายช่องทางต้องพิจารณา PRO Plus และค่าเชื่อมต่อที่เกี่ยวข้องแยกจากเรื่องวิธีคิดต้นทุน

บริษัทพนักงาน 10 คน: สิทธิ์บัญชีกับเงินเดือนคนละจำนวน

สมมติบริษัทมีพนักงาน 10 คน แต่มีเพียงเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลเอกสาร และนักบัญชีที่เข้าระบบบัญชี จำนวนผู้ใช้บัญชีในกรณีนี้คือสามคน ไม่ใช่สิบคน PEAK BASIC ให้ผู้ใช้ได้ห้าคนและรองรับ PEAK Payroll สำหรับพนักงานสูงสุดสิบคน ค่าแพ็กเกจตามราคาที่แสดงจึงเป็น 5,000 บาทต่อปี หากบริษัทต้องการฟังก์ชันบัญชีของ BASIC ด้วย เช่น บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท งบทดลอง และงบการเงิน ระดับนี้มีงานเหล่านั้นรวมอยู่

FlowAccount Pro ให้ผู้ใช้บัญชีไม่จำกัดในราคา 2,990 บาทต่อปี แต่ FlowAccount Payroll แสดงเป็นบริการเสริมราคา 2,990 บาทต่อปี หากบริษัทต้องใช้ทั้งบัญชี Pro และระบบเงินเดือน ผลรวมตามราคาที่แสดงเป็น 5,980 บาทต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนการซื้อสองส่วนพร้อมกัน ไม่ใช่ราคา Pro เพียงอย่างเดียว ระบบเงินเดือนของ FlowAccount ระบุการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายและประกันสังคม รวมถึงการเตรียมสลิปและไฟล์สำหรับงานที่เกี่ยวข้อง

หากพนักงานทั้งสิบคนต้องเข้าระบบบัญชีด้วย PEAK BASIC จะรองรับผู้ใช้ไม่พอ แพ็กเกจขั้นต่ำตามเพดานผู้ใช้จะขยับเป็น PRO ราคา 9,000 บาทต่อปี ซึ่งรองรับสิบคนและขยายเพดานพนักงานใน Payroll เป็นยี่สิบคน FlowAccount Pro ยังอยู่ในระดับผู้ใช้ไม่จำกัดเดิม และหากยังต้องใช้ Payroll ผลรวมตามสมมติฐานเดิมยังเป็น 5,980 บาทต่อปี การเพิ่มผู้ใช้บัญชีจึงทำให้ส่วนต่างค่าแพ็กเกจเปลี่ยน แม้จำนวนผู้รับเงินเดือนจะเท่าเดิม

หากบริษัทไม่ได้ทำเงินเดือนในระบบบัญชี แต่ใช้บริการภายนอกอยู่แล้ว ก็ไม่ควรบวกค่าบริการเงินเดือนให้ FlowAccount โดยไม่มีเหตุผล กรณีผู้ใช้บัญชีสามคนและไม่ซื้อ Payroll ค่า FlowAccount Pro ตามราคาที่แสดงจะเหลือ 2,990 บาทต่อปี ส่วน PEAK อาจใช้ e-Document ราคา 2,500 บาทต่อปีได้หากต้องการเพียงงานเอกสารรับจ่าย แต่จะต้องขยับเป็น BASIC หากต้องการบัญชีแยกประเภทและงบการเงินในระบบ ความต้องการงบจึงเป็นอีกตัวแปรที่ทำให้แพ็กเกจของทีมขนาดเดียวกันต่างกัน

กิจการที่ต้องกระทบยอด: ฟังก์ชันกำหนดขั้นต่ำ

สมมติกิจการบริการรับชำระผ่านธนาคารและต้องจับคู่รายการรับจ่ายกับรายการเดินบัญชีในโปรแกรมเป็นประจำ หากมีผู้ใช้บัญชีคนเดียว FlowAccount Standard ที่ 1,990 บาทต่อปีมีการกระทบยอดแล้ว แต่ PEAK ต้องขึ้นถึง PRO ที่ 9,000 บาทต่อปี ส่วนต่างนี้เกิดจากการจัดฟังก์ชันไว้คนละระดับ ไม่ได้แปลว่าแพ็กเกจทั้งสองให้ความสามารถรวมเท่ากัน PEAK PRO พ่วงผู้ใช้มากกว่าและงานต้นทุนสินค้าแบบ FIFO ซึ่งกิจการบริการอาจไม่ได้ต้องใช้

หากงานกระทบยอดต้องให้เจ้าของกิจการกับนักบัญชีเข้าทำงานในระบบแยกกัน FlowAccount Standard ที่ให้ผู้ใช้คนเดียวจะไม่พอ ขั้นต่ำตามสิทธิ์ผู้ใช้ของ FlowAccount เปลี่ยนเป็น Pro ราคา 2,990 บาทต่อปี โดยยังได้ฟังก์ชันจาก Standard ส่วน PEAK ยังอยู่ที่ PRO ราคา 9,000 บาทต่อปี ตราบที่จำนวนผู้ใช้ไม่เกินสิทธิ์ของแพ็กเกจ ดังนั้นกิจการที่รับเงินหลายช่องทางควรนับทั้งคนที่บันทึกรายการและคนที่ตรวจรายการ ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนบัญชีธนาคาร

การนำเข้ารายการเดินบัญชีอัตโนมัติกับการกระทบยอดก็เป็นคนละความสามารถ FlowAccount ระบุการนำเข้ารายการอัตโนมัติสำหรับธนาคารที่แสดงในตารางราคา ขณะที่ PEAK PRO ระบุระบบกระทบยอด และ PRO Plus เพิ่มระบบสร้างเอกสารจากยอดธนาคาร กิจการที่หวังลดการคีย์รายการจึงต้องระบุขั้นตอนที่ต้องการให้ระบบทำ ตั้งแต่รับข้อมูลธนาคาร สร้างเอกสาร ไปจนถึงจับคู่ยอด เพื่อไม่ซื้อแพ็กเกจจากชื่อฟังก์ชันที่ฟังดูใกล้กันแต่ครอบคลุมคนละช่วงงาน

ส่งงานให้นักบัญชีด้วยข้อมูลที่แพ็กเกจรองรับ

การทำงานร่วมกับนักบัญชีไม่ได้จบที่จำนวนบัญชีผู้ใช้ หากเจ้าของกิจการออกเอกสารขายในโปรแกรม แต่นักบัญชีต้องนำรายจ่ายไปบันทึกและจัดทำงบต่อ กิจการต้องมีทั้งเอกสารรายจ่ายและวิธีส่งออกข้อมูลที่ใช้ได้จริง PEAK e-Document รองรับเอกสารรับจ่าย แต่ BASIC เพิ่มบัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท และงบการเงิน ความต่างนี้สำคัญเมื่อสำนักงานบัญชีต้องทำงานต่อในระบบเดียวกัน แทนการรับเพียงเอกสารปลายทาง

ฝ่าย FlowAccount ให้สร้างเอกสารขายได้ตั้งแต่ Free แต่การจดค่าใช้จ่ายและงานภาษีหัก ณ ที่จ่ายอยู่ใน Standard การกระทบยอดก็อยู่ที่ระดับเดียวกัน ขณะที่ Pro เพิ่มสิทธิ์ผู้ใช้และงานสต็อก ถ้านักบัญชีต้องเข้ามาตรวจรายการพร้อมผู้ดูแลกิจการ สิทธิ์ผู้ใช้จะเป็นเหตุให้อัปเกรด แม้งานภาษีที่ทำจะไม่เปลี่ยน เจ้าของกิจการจึงควรบอกสำนักงานบัญชีให้ชัดว่าใครเป็นผู้บันทึก ใครตรวจ และใครเป็นผู้จัดทำรายงานหรือไฟล์ยื่นภาษี

ตัวเลือกที่จ่ายพอดีจะแตกต่างตามงาน: ฟรีแลนซ์ที่ออกเอกสารขายอย่างเดียวอาจอยู่แพ็กเกจฟรี ร้านออนไลน์ที่ต้องซิงค์หลายร้านต้องรวมค่าบริการเชื่อม บริษัทที่ทำเงินเดือนต้องแยกผู้ใช้บัญชีออกจากผู้รับเงินเดือน และกิจการที่กระทบยอดธนาคารต้องเลือกแพ็กเกจที่มีฟังก์ชันนั้นจริง ก่อนสมัครรายปี ให้ส่งตัวอย่างชนิดเอกสารและรายงานที่กิจการใช้อยู่ให้นักบัญชีระบุงานที่จะรับต่อ วิธีนี้ทำให้ตัดสินจากสิทธิ์ที่ต้องใช้ได้ตรงกว่าเลือกจากราคาตัวแรกบนหน้าขาย

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0