
Figma หรือ Penpot: ที่นั่ง 16 ดอลลาร์แลกกับภาระ Self-host

ทีมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Figma อยู่ควรย้ายไป Penpot เมื่อเงินที่ประหยัดได้หรือความจำเป็นต้องควบคุมที่เก็บข้อมูลมีน้ำหนักมากกว่าเวลาย้ายงานและความเสี่ยงที่การส่งต่องานจะช้าลง ตารางราคา Figma ระบุว่าแผน Professional มี Full seat เดือนละ 16 ดอลลาร์ Dev seat 12 ดอลลาร์ และ Collab seat 3 ดอลลาร์ในอัตราสำหรับการจ่ายรายปี ราคาที่นั่งจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการคำนวณ ยังไม่ใช่ต้นทุนรวมของทีมที่ต้องผลิตและส่งมอบหน้าจออย่างต่อเนื่อง
Penpot Cloud เหมาะกับทีมที่ต้องการลดค่าไลเซนส์โดยยังให้ผู้ให้บริการดูแลระบบ ส่วน Self-host เหมาะเมื่อทีมต้องกำหนดที่เก็บข้อมูลและดูแลระบบเอง ตารางราคา Penpot ระบุว่า Professional ฟรีสำหรับสมาชิกทีมไม่เกิน 8 คนและมีผู้ชมไม่จำกัด ขณะที่ Unlimited คิดเดือนละ 7 ดอลลาร์ต่อ editor โดยยอดรวมไม่เกิน 175 ดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมค่าแรงย้าย design system หรือค่าโครงสร้างพื้นฐานและคนดูแลสำหรับ Self-host
สิทธิ์ผู้ใช้ต้องเทียบตามงานที่ทำ
Full seat ของ Figma ใช้แก้ไฟล์ออกแบบได้ ส่วน Dev seat ให้ผู้พัฒนาเข้าถึง Dev Mode อย่างเต็มรูปแบบ Collab seat เหมาะกับคนที่ต้องทำงานใน FigJam หรือเครื่องมือร่วมงานที่สิทธิ์นี้ครอบคลุม ผู้ตรวจงานที่เพียงเปิดไฟล์และแสดงความคิดเห็นใช้ View seat ฟรีได้ การเริ่มงบด้วยจำนวนพนักงานทั้งหมดคูณค่า Full seat หรือใส่ Collab seat ให้ผู้ตรวจงานทุกคนจึงทำให้ส่วนต่างระหว่างสองผลิตภัณฑ์ผิดตั้งแต่ต้น
ความต่างของ Dev seat กับ View seat มีผลต่อเวลา ไม่ใช่แค่บิล ผู้พัฒนาที่ใช้ View seat ของ Figma ยังตรวจข้อมูลพื้นฐาน คัดลอกโค้ดบางรูปแบบ และส่งออก asset ได้ ส่วน Dev Mode เพิ่มเครื่องมือสำหรับติดตามงานที่พร้อมพัฒนาและตรวจรายละเอียดของชิ้นส่วน ทีมที่ใช้เพียงการตรวจพื้นฐานอาจลดที่นั่งแบบจ่ายเงินได้ก่อนคิดย้ายผลิตภัณฑ์ ทีมที่พึ่งพาขั้นตอน handoff ใน Dev Mode เป็นประจำต้องนับเวลาที่เครื่องมือเหล่านั้นช่วยประหยัดด้วย
Penpot Unlimited คิดตามคนที่เป็น editor ขณะที่ผู้ชมไม่เพิ่มค่า editor หากนักพัฒนาต้องแก้ component ในไฟล์เอง เขาเปลี่ยนจากผู้ชมเป็น editor และประมาณการต้องเพิ่มตามไปด้วย คำว่า “ผู้ชม” จึงต้องสอดคล้องกับสิทธิ์เข้าถึงไฟล์และวิธีทำงานจริง ไม่ใช่ป้ายตำแหน่งงาน นักออกแบบบางคนอาจเพียงตรวจงาน ขณะที่นักพัฒนาบางคนต้องแก้ token หรือโครงสร้างชิ้นส่วน การแยกบทบาทตามการกระทำช่วยให้ต้นทุนทั้งสองฝั่งเปรียบกันได้ตรงขึ้น
ทีม 10 และ 30 คนต่างกันเท่าไร
ตัวอย่างสมมติทีม 10 คน มีนักออกแบบ 3 คน นักพัฒนา 5 คน และผู้ตรวจงาน 2 คน สมมติให้นักออกแบบใช้ Full seat นักพัฒนาใช้ Dev seat และผู้ตรวจงานใช้ Collab seat ค่า Figma Professional ตามอัตราข้างต้นคือ 3×16 + 5×12 + 2×3 = 114 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 1,368 ดอลลาร์ต่อปี ถ้าผู้ตรวจงานเพียงดูและแสดงความคิดเห็น ใช้ View seat แล้วค่าใช้จ่ายลดเป็น 108 ดอลลาร์ต่อเดือน ตัวเลขทั้งหมดเป็นดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่รวมภาษีและผลของอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อจ่ายจากไทย
ถ้ามีเพียงนักออกแบบที่ต้องแก้ไฟล์ใน Penpot และคนอื่นเข้าดูในฐานะผู้ชม ทีมนี้อยู่ในเพดานสมาชิกของ Professional ฟรี ค่าไลเซนส์ Cloud จึงเป็นศูนย์ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว หากเลือก Unlimited ค่า editor 3 คนรวม 21 ดอลลาร์ต่อเดือน ส่วนต่างจาก Figma กรณีใช้ Collab seat คือ 93 ดอลลาร์ต่อเดือน และจากกรณีใช้ View seat คือ 87 ดอลลาร์ ส่วนต่างจะหดลงหากนักพัฒนาต้องเป็น editor ด้วย
ตัวอย่างสมมติทีม 30 คน เปลี่ยนสัดส่วนเป็นนักออกแบบ 10 คน นักพัฒนา 15 คน และผู้ตรวจงาน 5 คน ค่า Figma แบบ Full, Dev และ Collab เป็น 10×16 + 15×12 + 5×3 = 355 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 4,260 ดอลลาร์ต่อปี ถ้าผู้ตรวจงานใช้ View seat ยอดเหลือ 340 ดอลลาร์ต่อเดือน Penpot Unlimited ที่มี editor 10 คนคิด 70 ดอลลาร์ต่อเดือน ทำให้ส่วนต่างค่าไลเซนส์เป็น 285 หรือ 270 ดอลลาร์ต่อเดือนตามสิทธิ์ที่ผู้ตรวจงานใช้ฝั่ง Figma
Professional ฟรีของ Penpot Cloud จึงไม่รองรับสมมติฐานที่นักออกแบบทั้งหมดในทีมขนาดใหญ่ต้องเป็น editor ในทีมเดียว อีกด้านหนึ่ง การคำนวณ Figma นี้ใช้ราคา Professional; Organization และ Enterprise มีอัตราและความสามารถด้านการบริหารต่างออกไป หากทีมต้องซื้อแผนระดับนั้น ต้องแทนราคาใหม่ทั้งชุด ไม่ควรนำส่วนต่างข้างต้นไปใช้กับองค์กรทุกขนาด
เพดานค่าบริการของ Unlimited ช่วยจำกัดบิลเมื่อจำนวน editor เพิ่ม แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนการย้ายคงที่ตามจำนวนคน ไฟล์มากขึ้นอาจหมายถึงไลบรารีและขั้นตอนตรวจรับมากขึ้น ขณะที่ราคา Cloud เพิ่มตาม editor จนชนเพดาน การประหยัดที่นั่งของทีมใหญ่จะเกิดขึ้นจริงต่อเมื่อการเปลี่ยนเครื่องมือไม่เพิ่มชั่วโมงทำงานทุกสปรินต์จนกลบส่วนต่างรายเดือน
ความเร็วส่งงานอยู่ที่รายละเอียดของ handoff
คู่มือ Dev tools ของ Penpot ระบุว่า Inspect ใช้ได้ทั้งใน View mode และ Workspace โดยดูระยะกับคุณสมบัติของ layer คัดลอก CSS ดูโค้ด HTML หรือ SVG และส่งออก asset ได้ ผู้พัฒนาที่เพียงอ่านสเปกจึงอาจไม่ต้องเป็น editor แบบจ่ายเงิน แต่การมี Inspect ยังไม่ตอบว่าข้อมูลในไฟล์จริงครบสำหรับส่งมอบงานหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อทีมเดิมอาศัยคำอธิบายสถานะ component หรือปลั๊กอินในขั้นตอนพัฒนา
จุดที่ทำให้รอบส่งงานสะดุดมักเป็นความคลาดเคลื่อนระหว่างสิ่งที่นักออกแบบคิดว่าส่งแล้วกับสิ่งที่ผู้พัฒนาต้องนำไปใช้ เช่น ชื่อ component ไม่ตรงกับโค้ด สถานะปุ่มไม่ครบ หรือ asset ออกมาในรูปแบบที่ระบบปลายทางใช้ยาก หากต้องถามกลับในทุกหน้าจอ เวลาที่เสียไปจะเกิดซ้ำตลอดอายุผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เฉพาะวันย้ายไฟล์ การเทียบจำนวนเครื่องมือในเมนูจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าการเทียบเวลาตั้งแต่แบบพร้อมส่งจนผู้พัฒนานำไปทำงานได้
สำหรับทีมที่มี design system โตแล้ว Figma อาจรักษาความเร็วได้จากความคุ้นเคยกับไลบรารี การอนุมัติชิ้นส่วน และปลั๊กอินเดิม นี่เป็นข้อประเมินเชิง workflow ไม่ใช่ผลทดสอบความเร็วที่ใช้แทนทุกทีม ส่วน Penpot อาจลดรอยต่อบางอย่างเมื่อทีมจัดโครงสร้างไฟล์ให้สอดคล้องกับงานพัฒนาอยู่แล้ว ต้นทุนสำคัญคือเวลาปรับนิยาม component และวิธีสื่อสารให้ทุกคนใช้ชิ้นส่วนรุ่นเดียวกัน
ย้าย design system ต้องนับงานเก็บรายละเอียด
คู่มือย้ายงานของ Penpot ให้ตรวจไฟล์สำคัญ ความเชื่อมโยงของ component การใช้ token และปลั๊กอินที่ย้ายตามไปไม่ได้ก่อนส่งออก เครื่องมือ Penpot Exporter สำหรับ Figma รองรับไฟล์ออกแบบ component, variants, Auto Layout, styles, variables และ libraries แต่ยังต้องเผื่อการจัด layout หลังนำเข้า เพราะ Auto Layout จะเปลี่ยนเป็น Flex และ Grid ใน Penpot เครื่องมือนี้ใช้ย้ายครั้งเดียว ไม่ใช่ระบบซิงก์ไฟล์ต่อเนื่อง
การนำเข้าไฟล์ได้จึงยังไม่เท่ากับใช้ไลบรารีนั้นผลิตงานต่อได้ทันที ไฟล์ที่เป็นตัวแทนของงานจริงควรมี component ซ้อนกันและสถานะหลายแบบ เพื่อดูว่าการแก้ชิ้นส่วนหลักยังส่งผลถึงส่วนที่นำไปใช้ตามที่ทีมคาดหรือไม่ จากนั้นให้ผู้พัฒนาดึงระยะ สี และ asset จากไฟล์ที่ย้ายแล้วไปใช้ในงานตัวอย่าง การย้ายไฟล์ง่ายที่สุดเพียงไฟล์เดียวอาจประเมินภาระต่ำเกินจริงเมื่อผลิตภัณฑ์มีไลบรารีเชื่อมกันหลายชุด
ปลั๊กอินควรแยกตามงานที่มันทำในรอบส่งมอบจริง บางตัวสร้างข้อมูลตัวอย่าง บางตัวเปลี่ยนรูปแบบ asset หรือซิงก์ token ไปยังที่เก็บโค้ด ถ้าปลั๊กอินนั้นใช้ทุกสปรินต์ การหาทางแทนอาจสำคัญกว่าการย้ายหน้าจอทั้งหมด หากมีวิธีทำงานทดแทนใน Penpot ให้เทียบเวลาทำงานใหม่กับวิธีเดิม หากไม่มี ทีมต้องประเมินชั่วโมงทำมือหรือพัฒนาเครื่องมือเองอย่างตรงไปตรงมา
งบสำหรับ pilot สองสปรินต์แบบสมมติ อาจกัน 20 ชั่วโมงให้ย้ายและตรวจ component, 12 ชั่วโมงให้ผู้พัฒนาทดสอบ handoff, 8 ชั่วโมงให้สำรวจปลั๊กอิน และ 8 ชั่วโมงให้เตรียมย้อนกลับ รวม 48 ชั่วโมง ที่ต้นทุนภายในสมมติ 25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง เท่ากับ 1,200 ดอลลาร์ครั้งเดียว นี่เป็นตัวเลขทดลองทางบัญชี ไม่ใช่ค่าจ้างหรือผลสำรวจตลาดไทย ทีมที่มีไลบรารีซับซ้อนกว่าตัวอย่างต้องแทนชั่วโมงจากงานของตน ไม่ควรถือว่าตัวเลขสมมตินี้เป็นเพดาน
ทางย้อนกลับต้องกำหนดไฟล์อ้างอิงเพียงชุดเดียวในแต่ละช่วงทดลอง ถ้า Figma ยังเป็นต้นทาง ทีมต้องระบุว่า component ใดอนุมัติให้ย้ายแล้วและการแก้ระหว่าง pilot จะถูกรวมกลับอย่างไร การเปิดสองระบบให้แก้ไขพร้อมกันโดยไม่มีเจ้าของรุ่นเสี่ยงทำให้หน้าจอใหม่กับไลบรารีหลักแยกทางกัน ต้นทุนจากการตามแก้ชิ้นส่วนผิดรุ่นจะไม่ปรากฏในบิลซอฟต์แวร์
Self-host มีค่าเครื่องและงานดูแลอะไรบ้าง
คู่มือติดตั้ง Penpot ด้วย Docker ระบุว่าผู้ดูแลต้องรู้ Docker Compose, DNS และ proxy รวมถึงวิธีอัปเดตและสำรองข้อมูล โดยตัวอย่างการติดตั้งใช้ volume หนึ่งสำหรับฐานข้อมูล Postgres และอีก volume สำหรับ asset ที่ผู้ใช้อัปโหลด การติดตั้งบนเครื่องของทีมทำให้ทีมกำหนดที่เก็บข้อมูลและวิธีควบคุมการเข้าถึงได้ แต่ย้ายหน้าที่ดูแลความพร้อมใช้งานมาที่ผู้ดูแลระบบของตนเองด้วย
งานประจำมีทั้งวางรอบอัปเดต ตรวจบริการ ทำสำเนาข้อมูล และทดสอบกู้คืน การสำรองเพียงฐานข้อมูลไม่ครอบคลุมภาพกับ SVG ที่ผู้ใช้อัปโหลด และการคัดลอกโฟลเดอร์ข้อมูลตรง ๆ ก็ไม่ใช่วิธีสำรองที่ระบุไว้สำหรับการติดตั้งนี้ หากเพียงทำสำเนาโดยไม่เคยทดลองกู้ ทีมยังไม่รู้ว่าหลังระบบหยุดงานจะกลับมาใช้ไฟล์ได้เร็วเพียงใด พื้นที่เก็บสำรองนอกเครื่อง สิทธิ์เข้าถึงสำเนา และ HTTPS สำหรับผู้ใช้นอกเครือข่ายล้วนต้องมีผู้รับผิดชอบ
ตัวอย่างต้นทุนต่อเนื่องแบบสมมติให้ค่าเครื่องและพื้นที่สำรอง 40 ดอลลาร์ต่อเดือน บวกเวลาผู้ดูแล 4 ชั่วโมงต่อเดือนในอัตราต้นทุนภายใน 25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง รวม 140 ดอลลาร์ต่อเดือน ยังไม่รวมช่วงระบบขัดข้องหรือค่าเพิ่มเมื่อข้อมูลโต สำหรับทีมเล็กในตัวอย่าง ต้นทุนนี้สูงกว่าค่า Figma แบบ 114 ดอลลาร์ต่อเดือนอยู่ 26 ดอลลาร์ จึงไม่มีจุดคืนทุนจากไลเซนส์ภายใต้สมมติฐานนี้ แม้จะใช้ Penpot แบบติดตั้งเองโดยไม่คิดค่าที่นั่งก็ตาม
สำหรับทีมใหญ่ในตัวอย่าง Figma แบบ 355 ดอลลาร์เทียบกับ Self-host 140 ดอลลาร์ เหลือส่วนต่าง 215 ดอลลาร์ต่อเดือน เมื่อนำงบย้ายครั้งเดียว 1,200 ดอลลาร์มาหาร จะคืนทุนเชิงเงินสดประมาณ 5.6 เดือน ส่วน Penpot Cloud Unlimited 70 ดอลลาร์ให้ส่วนต่าง 285 ดอลลาร์ และคืนทุนจากงบย้ายเดียวกันประมาณ 4.2 เดือน การคำนวณนี้ยังไม่ตีราคาเวลาส่งงานที่อาจเร็วหรือช้าลง หากต้องเพิ่มผู้ดูแลหรือโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนต่าง Self-host ก็ลดลงตามจริง
เลือกจากข้อจำกัดที่ทีมต้องรับผิดชอบ
ถ้าทีมต้องควบคุมที่เก็บข้อมูลเองเพราะข้อกำหนดของลูกค้าหรือองค์กร Penpot Self-host ให้เหตุผลที่ชัดกว่าการประหยัดค่าไลเซนส์เพียงอย่างเดียว แต่เงื่อนไขนั้นต้องมาพร้อมคนรับผิดชอบการสำรอง กู้คืน และอัปเดต หากความต้องการหลักคือค่าที่นั่งต่ำและยังไม่มีทีมดูแลระบบ Penpot Cloud แยกประโยชน์ด้านราคาออกจากภาระโครงสร้างพื้นฐานได้ตรงกว่า
ทีมที่มี component library และปลั๊กอิน Figma ใช้ทุกวันควรให้น้ำหนักกับเวลา handoff ที่วัดจากงานจริง การทดลองสองสปรินต์จะบอกได้ว่าเวลาส่งต่อเพิ่มขึ้นเท่าใด มีชิ้นส่วนใดต้องแก้ซ้ำ และมีงานใดที่ยังต้องคงไว้ใน Figma หากค่าแรงส่วนนี้สูงกว่าส่วนต่างรายเดือน การจ่ายที่นั่งเดิมอาจถูกกว่าสำหรับผลิตภัณฑ์นั้น แต่ถ้าย้ายไลบรารีได้และงานพัฒนาเดินต่อในเวลาใกล้เดิม เงินที่ประหยัดจาก Cloud หรือสิทธิ์ควบคุมข้อมูลจาก Self-host ก็มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ
อ่านเพิ่มเติม:
บทความที่เกี่ยวข้อง


GitHub หรือ GitLab: ที่นั่งห่าง 7 เท่า แต่ CI และ Self-host พลิกคำตอบ

HubSpot หรือ Zoho CRM: ฟรีพอ ๆ กัน แต่บิลกระโดดเมื่อทีมต้องใช้ Automation

Microsoft Planner หรือ Trello: ของที่แถมมากับงานอาจแพงเมื่อโปรเจกต์โต

Slack หรือ Teams: ห้องประชุมที่แถมมาอาจชนะระบบแชตที่ยืดหยุ่นกว่า

Google Workspace หรือ Microsoft 365: ราคาไทยใกล้กัน แต่ AI แยกบิล
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ