
Google Workspace หรือ Microsoft 365: ราคาไทยใกล้กัน แต่ AI แยกบิล

สำหรับทีมไทยที่ทำเอกสารร่วมกันผ่านเว็บและต้องการ AI ในแอปงาน Google Workspace Business Standard เป็นตัวเลือกที่ตรงกว่า ส่วนทีมที่ต้องใช้ Word และ Excel แบบติดตั้งบนเครื่องควรเทียบกับ Microsoft 365 Business Standard โดยเผื่องบ Copilot สำหรับผู้ที่ต้องใช้ AI อิงข้อมูลงานจริง ราคาและสิทธิของ Google Workspace ระบุว่า Standard ราคา 550 บาทต่อผู้ใช้ต่อเดือนเมื่อผูกสัญญารายปี มีพื้นที่เก็บข้อมูลร่วม 2 TB ต่อผู้ใช้และ Gemini ใน Gmail เอกสาร และ Meet; Starter ราคา 275 บาท มีพื้นที่ร่วม 30 GB ต่อผู้ใช้และ Gemini ใน Gmail ขณะที่ Plus ราคา 850 บาท มีพื้นที่ร่วม 5 TB ต่อผู้ใช้
ราคา Business Standard ประเทศไทย อยู่ที่ 11.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้ต่อเดือนเมื่อชำระรายปีสำหรับรุ่นมี Teams และ 23.50 ดอลลาร์สำหรับชุดที่รวม Copilot Business; รุ่นไม่มี Teams อยู่ที่ 8.63 ดอลลาร์ แผน Standard มีแอปเดสก์ท็อปและพื้นที่ OneDrive 1 TB ต่อผู้ใช้ ส่วน ราคา Business Premium ประเทศไทย อยู่ที่ 22 ดอลลาร์สำหรับรุ่นมี Teams, 18.79 ดอลลาร์สำหรับรุ่นไม่มี Teams และ 32 ดอลลาร์สำหรับชุด Premium ที่รวม Copilot Business และ Teams โดยราคาที่แสดงไม่รวมภาษี ความใกล้ของราคาไลเซนส์จึงตอบคำถามเรื่องงบไม่ได้จนกว่าจะเลือกสิทธิ AI และเครื่องมือที่ทีมต้องใช้จริง
งบสำหรับ 10, 50 และ 300 ผู้ใช้

ตัวเลขต่อไปนี้เป็นอัตราเทียบเท่าต่อเดือนจากราคาปกติ ไม่ใช่ใบเสนอราคาหรือยอดที่ผู้ขายจะเรียกเก็บในแต่ละเดือน Google ผูกสัญญารายปีแต่เรียกเก็บรายเดือน ส่วนราคาที่เลือกของ Microsoft เป็นอัตราต่อเดือนภายใต้การชำระรายปี จึงต้องเตรียมกระแสเงินสดต่างกัน ตัวเลขบาทกับดอลลาร์คงไว้ตามหน้าราคาของผู้ผลิต เพื่อไม่ซ่อนสมมติฐานเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
ภาษีในตัวอย่างแยกจากค่าไลเซนส์และคำนวณด้วยอัตรา 7% เท่านั้น ข่าวกรมสรรพากรเรื่อง VAT ระบุการขยายอัตรา 7% ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ยอดภาษีจริง วิธีออกใบกำกับภาษี และจำนวนเงินบาทที่จ่ายสำหรับแผน Microsoft ต้องอิงผู้ขายและใบเสนอราคาที่ใช้ชำระเงิน
- 10 ผู้ใช้: Google Standard มีฐาน 5,500 บาท ภาษีสมมติ 385 บาท; Plus มีฐาน 8,500 บาท ภาษีสมมติ 595 บาท Microsoft Standard พร้อม Teams มีฐาน 112 ดอลลาร์ ภาษีสมมติ 7.84 ดอลลาร์; Premium พร้อม Teams มีฐาน 220 ดอลลาร์ ภาษีสมมติ 15.40 ดอลลาร์ หากทุกคนใช้ชุดที่รวม Copilot Business ฐาน Microsoft จะเป็น 235 หรือ 320 ดอลลาร์ตามลำดับ
- 50 ผู้ใช้: Google Standard มีฐาน 27,500 บาท ภาษีสมมติ 1,925 บาท; Plus มีฐาน 42,500 บาท ภาษีสมมติ 2,975 บาท Microsoft Standard พร้อม Teams มีฐาน 560 ดอลลาร์ ภาษีสมมติ 39.20 ดอลลาร์; Premium พร้อม Teams มีฐาน 1,100 ดอลลาร์ ภาษีสมมติ 77 ดอลลาร์ ชุดที่รวม Copilot Business สำหรับทุกคนเพิ่มฐานเป็น 1,175 หรือ 1,600 ดอลลาร์
- 300 ผู้ใช้: Google Standard มีฐาน 165,000 บาท ภาษีสมมติ 11,550 บาท; Plus มีฐาน 255,000 บาท ภาษีสมมติ 17,850 บาท Microsoft Standard พร้อม Teams มีฐาน 3,360 ดอลลาร์ ภาษีสมมติ 235.20 ดอลลาร์; Premium พร้อม Teams มีฐาน 6,600 ดอลลาร์ ภาษีสมมติ 462 ดอลลาร์ ชุดที่รวม Copilot Business สำหรับทุกคนมีฐาน 7,050 หรือ 9,600 ดอลลาร์
แถวที่รวม Copilot เป็นกรณีสมมติว่าทุกคนได้รับสิทธิเดียวกัน หากมีเพียงผู้ทำรายงานหรือผู้จัดการบางกลุ่มที่ต้องใช้ Copilot ให้คิดจำนวนสิทธิของกลุ่มนั้นแยกจากไลเซนส์หลัก การซื้อสิทธิ AI เท่าจำนวนพนักงานทั้งหมดทำให้งบสูงขึ้นโดยไม่บอกว่าทีมจะใช้ความสามารถนั้นครบหรือไม่ ทั้งสองผู้ผลิตกำหนดขอบเขตแผน Business ไว้ที่ 300 ผู้ใช้ องค์กรที่เกินขนาดนี้จึงต้องประเมินแผนระดับองค์กรใหม่
ราคาไทยใกล้กันเฉพาะแพ็กเกจคู่ใด
คู่ระดับพรีเมียมดูใกล้กันในเงินบาทมากกว่าคู่ระดับกลาง ตารางราคาของพาร์ทเนอร์ไทย ประเมิน Google Business Plus ที่ 850 บาทและ Microsoft Business Premium ที่ราว 770 บาทต่อผู้ใช้ต่อเดือน ขณะที่คู่ Standard อยู่ที่ 550 บาทกับราว 365 บาทตามลำดับ ตารางของพาร์ทเนอร์ระบุด้วยว่าราคา Microsoft เป็นตัวเลขประมาณและควรขอใบเสนอราคาจริง จึงไม่ควรนำ 770 บาทไปถือเป็นราคาเงินบาททางการของ Microsoft หรือสรุปว่าทุกระดับแพ็กเกจมีราคาแทบเท่ากัน
ฐานเปรียบเทียบยังเปลี่ยนเมื่อเลือก Teams รุ่น Microsoft ที่ไม่มี Teams ถูกกว่ารุ่นที่มี Teams แต่ทีมที่ต้องประชุมและแชทผ่าน Teams ต้องใช้รุ่นที่มีสิทธินั้นหรือรวมค่าบริการสื่อสารอื่นเข้ามา ในทางกลับกัน หากองค์กรใช้เครื่องมือประชุมอีกชุดอยู่แล้ว รุ่นไม่มี Teams อาจลดค่าไลเซนส์ซ้ำซ้อน การเทียบราคาจึงต้องระบุทั้งชุดงานและช่องทางสื่อสารที่พนักงานใช้ ไม่ใช่เลือกตัวเลขต่ำสุดจากแต่ละหน้า
ราคาแนะนำสำหรับลูกค้าใหม่ของ Google ใช้กับผู้ใช้ที่เพิ่มเข้ามากลุ่มแรกและมีระยะเวลาจำกัด งบในรายการข้างต้นจึงใช้ราคาปกติหลังช่วงแนะนำ ทีมที่กำลังเพิ่มคนควรแยกผลของโปรโมชันออกจากค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เพราะราคาเริ่มต้นที่ลดลงชั่วคราวไม่ใช่ฐานเดียวกับราคาต่อสัญญาระยะยาว
Gemini ที่รวมมาและ Copilot ที่ต้องจ่ายเพิ่ม
คำว่า “มี AI” บนหน้าแพ็กเกจไม่ได้หมายถึงสิทธิชนิดเดียวกัน Google Starter มี Gemini ใน Gmail และการสนทนาผ่านแอป Gemini ส่วน Standard ขยายผู้ช่วยไปสู่งานเอกสารและการประชุมใน Meet หากทีมต้องร่าง ปรับ และสรุปงานในชุดแอปเหล่านี้เป็นประจำ Standard จึงเป็นฐานเปรียบเทียบที่เหมาะกว่า Starter เมื่อขยับไป Plus สิ่งที่เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญสำหรับหลายองค์กรคือพื้นที่เก็บข้อมูลและการกำกับดูแลข้อมูล ไม่ใช่การเริ่มมี Gemini เป็นครั้งแรก
ฝั่ง Microsoft แผนธุรกิจมี Copilot Chat แต่ชุดที่รวม Copilot Business เพิ่มความสามารถอิงข้อมูลงานใน Word, Excel, PowerPoint และ Teams จึงต้องแยกการแชท AI ทั่วไปออกจากผู้ช่วยที่ทำงานกับไฟล์และบริบทขององค์กร ราคาชุด Standard พร้อม Copilot สูงกว่าชุด Standard พื้นฐาน 12.30 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ส่วนคู่ Premium ต่างกัน 10 ดอลลาร์ ตัวเลขทั้งสองเป็นผลต่างของราคาชุดที่แสดง ไม่ใช่ราคาส่วนเสริมอัตราเดียวที่นำไปบวกกับทุกแผนได้
ผลต่อการเลือกซื้อขึ้นอยู่กับงานของแต่ละตำแหน่ง ผู้ที่ใช้ AI ช่วยตอบอีเมลอาจได้ประโยชน์จากสิทธิที่รวมอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ต้องให้ AI สรุปเนื้อหาในไฟล์งานหรือทำงานในแอป Office ต้องพิจารณาสิทธิอีกระดับ สำหรับทีมผสม การกำหนดไลเซนส์ตามบทบาทจึงมีผลต่องบมากกว่าการเลือกแพลตฟอร์มจากชื่อ AI เพียงอย่างเดียว
พื้นที่เก็บข้อมูล แอปเดสก์ท็อป และงานออฟไลน์

พื้นที่ Google เป็นแบบรวมตามจำนวนผู้ใช้ที่มีสิทธิ ทำให้ผู้ใช้ที่เก็บไฟล์มากสามารถใช้พื้นที่ส่วนที่ผู้ใช้อื่นไม่ได้ใช้ ภายใต้การจัดการขององค์กร พื้นที่ OneDrive ในแผน Microsoft ที่กล่าวถึงเป็นพื้นที่ต่อผู้ใช้ และ SharePoint รองรับไฟล์ของทีมด้วย การนำตัวเลขพื้นที่สองฝั่งมาเทียบตรงตัวจึงคลาดเคลื่อน: ฝั่งหนึ่งเป็นกองพื้นที่ร่วม ส่วนอีกฝั่งต้องดูทั้งพื้นที่ส่วนบุคคลและตำแหน่งเก็บไฟล์ที่แชร์
ความต่างนี้ชัดเมื่อทีมมีไฟล์วิดีโอ งานออกแบบ หรือเอกสารสะสมจำนวนมาก ผู้ดูแล Workspace ต้องติดตามการใช้พื้นที่รวมและสิทธิการแชร์ ส่วนผู้ดูแล Microsoft ต้องจัดระเบียบว่าไฟล์ใดอยู่ใน OneDrive ของบุคคลและไฟล์ใดควรอยู่ใน SharePoint หากเจ้าของบัญชีย้ายงานหรือออกจากองค์กร ตำแหน่งเก็บไฟล์และสิทธิของเพื่อนร่วมทีมมีผลต่อการเข้าถึงต่อเนื่องพอ ๆ กับขนาดพื้นที่ที่ซื้อ
Microsoft Standard และ Premium มี Word, Excel และ PowerPoint แบบติดตั้งบนเครื่องซึ่งใช้งานออฟไลน์ได้ Google ก็รองรับการอ่านและแก้เอกสารใน Drive ขณะออฟไลน์ แต่รูปแบบงานต้องเตรียมไฟล์และการซิงค์ให้พร้อมก่อนขาดการเชื่อมต่อ ทีมที่ส่งไฟล์ Office รูปแบบซับซ้อนให้ลูกค้า หรือจำเป็นต้องแก้สเปรดชีตต้นฉบับบนเครื่องเป็นประจำ ควรให้น้ำหนักกับแอปเดสก์ท็อปมากกว่าความต่างของพื้นที่เก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียว
ความปลอดภัยที่รวมในแพ็กเกจ
Microsoft Business Premium รวม Intune สำหรับจัดการอุปกรณ์, Defender for Business สำหรับป้องกันอุปกรณ์, Defender for Office 365 สำหรับภัยคุกคามทางอีเมล และความสามารถควบคุมข้อมูลของ Purview สิ่งเหล่านี้มีมูลค่าสำหรับองค์กรที่ต้องกำหนดนโยบายเครื่องพนักงานและดูแลเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย แต่ไลเซนส์ไม่ได้ทำให้งานตั้งค่า ติดตามการแจ้งเตือน และบำรุงรักษานโยบายหายไป
Google Business Plus เพิ่ม Vault สำหรับเก็บรักษาและค้นหาข้อมูล รวมถึงการจัดการอุปกรณ์ปลายทางขั้นสูง ประโยชน์จึงต่างจากชุดป้องกันอุปกรณ์ของ Microsoft หากองค์กรต้องเก็บข้อมูลตามนโยบายหรือค้นคืนอีเมลย้อนหลัง Vault อาจเป็นเหตุผลหลักในการขยับจาก Standard แต่หากโจทย์หลักคือการป้องกันเครื่องพนักงาน ต้องคิดค่าเครื่องมือและภาระดูแลที่เกี่ยวข้องแยกต่างหาก
การนับมูลค่าความปลอดภัยควรเริ่มจากเครื่องมือที่องค์กรจ่ายอยู่แล้ว ทีมที่มีบริการป้องกันอุปกรณ์และระบบจัดการเครื่องครบอาจไม่ได้ประหยัดเท่าราคาแพ็กเกจ Premium ชวนให้คิด ขณะที่ทีมซึ่งยังไม่มีเครื่องมือเหล่านั้นอาจต้องจ่ายเพิ่มหากเลือกแพ็กเกจที่ไม่รวมความสามารถตามนโยบายของตน ความเหมาะสมของแพ็กเกจจึงขึ้นกับช่องว่างจริงของระบบ มากกว่าจำนวนชื่อผลิตภัณฑ์ที่ระบุในรายการสิทธิ
ต้นทุนย้ายระบบที่ไม่อยู่ในค่าไลเซนส์
การย้ายชุดทำงานมีทั้งค่าใช้จ่ายครั้งเดียวและเวลาของผู้ดูแล ต้องจัดการกล่องจดหมาย ปฏิทิน รายชื่อติดต่อ และไฟล์ทีม จากนั้นตรวจสิทธิแชร์ กลุ่มผู้ใช้ และลิงก์ที่พนักงานใช้เข้าถึงงานเดิม การย้ายอีเมลยังเกี่ยวกับการกำหนดโดเมนและการทดสอบรับส่งในช่วงเปลี่ยนผ่าน หากข้ามการตรวจสิทธิไฟล์ ผู้ใช้บางคนอาจเปิดงานที่เคยใช้ไม่ได้แม้ไฟล์ถูกย้ายครบ
เอกสารที่ใช้รูปแบบเฉพาะ สูตรในสเปรดชีต หรือขั้นตอนอนุมัติที่ผูกกับแอปเดิมต้องเผื่อเวลาทดสอบกับงานจริง การฝึกใช้เครื่องมือใหม่และการตอบปัญหาช่วงแรกเป็นต้นทุนอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อย้ายทั้งอีเมล การประชุม และที่เก็บไฟล์พร้อมกัน งบย้ายระบบจึงควรแยกจากส่วนต่างไลเซนส์รายเดือน เพื่อไม่ให้ราคาสมัครสมาชิกที่ต่ำกว่ากลบค่าแรงและช่วงที่ต้องดูแลสองระบบ
สำหรับทีมเล็ก เวลาตั้งค่าและช่วยผู้ใช้มีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับส่วนต่างไลเซนส์ สำหรับทีมที่โตขึ้น การแยกสิทธิ AI ตามบทบาท การจัดพื้นที่ไฟล์ และงานกำกับดูแลมีผลต่อค่าใช้จ่ายต่อเนื่องมากขึ้น คำตอบจึงผูกกับงานหลักของทีม: เลือก Google Standard เมื่อการร่วมแก้เอกสารผ่านเว็บและ Gemini ที่รวมมาเป็นสิ่งที่ใช้จริง; เลือก Microsoft Standard เมื่อแอป Office บนเครื่องจำเป็นต่อไฟล์งาน; และขยับไป Plus หรือ Premium เมื่อพื้นที่ การเก็บรักษาข้อมูล หรือการป้องกันอุปกรณ์ตอบข้อกำหนดที่องค์กรมีอยู่จริง
อ่านเพิ่มเติม:
บทความที่เกี่ยวข้อง


Slack หรือ Teams: ห้องประชุมที่แถมมาอาจชนะระบบแชตที่ยืดหยุ่นกว่า

Slack หรือ Microsoft Teams: ค่าไลเซนส์ไม่ใช่ต้นทุนเดียวของทีมเล็ก

Microsoft Planner หรือ Trello: ของที่แถมมากับงานอาจแพงเมื่อโปรเจกต์โต

Microsoft Loop เก็บไฟล์หลายที่—ตั้งเจ้าของผิดอาจกู้ยากเมื่อคนลาออก

Notion หรือ Obsidian: ทำงานเป็นทีมสะดวก แลกกับสิทธิ์เหนือไฟล์
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ