Copilot หรือ Gemini ในออฟฟิศไทย: ราคาหน้าแรกยังไม่ใช่ต้นทุนจริง

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|3 นาทีในการอ่าน
Copilot หรือ Gemini ในออฟฟิศไทย: ราคาหน้าแรกยังไม่ใช่ต้นทุนจริง

ทีมที่ใช้อีเมล เอกสาร ตาราง และการประชุมใน Microsoft 365 เป็นหลักควรเริ่มประเมิน Microsoft 365 Copilot Business ส่วนทีมที่ทำงานใน Google Workspace เป็นหลักควรเริ่มที่ Gemini ซึ่งรวมอยู่ใน Business Standard การอยู่กับชุดทำงานเดิมมักลดงานย้ายข้อมูล แต่คำตอบเรื่องราคาต้องคิดจากสิทธิที่ทีมมีอยู่ จำนวนคนที่จะใช้ AI และเงื่อนไขของแผนที่ซื้อ

ตัวเลขหน้าแรกของสองบริการเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ Microsoft แสดงทั้งราคาส่วนเสริมสำหรับลูกค้าเดิมและราคาชุดรวม ขณะที่ Google แสดงราคาช่วงแนะนำซึ่งใช้ได้กับผู้ใช้ใหม่บางส่วนและมีวันสิ้นสุด ทีมไทยจึงต้องแยกค่าสมาชิกหลัก ค่า AI ที่เพิ่ม ค่าฟีเจอร์ที่คิดตามปริมาณ และแรงงานย้ายระบบ ก่อนตัดสินว่าทางเลือกใดเหมาะกับงานและงบ

ระบบที่เก็บงานเป็นตัวกำหนดจุดเริ่มต้น

การเลือกเริ่มจากตำแหน่งของข้อมูลที่ผู้ช่วยต้องใช้ หากกล่องจดหมายอยู่ใน Outlook ไฟล์อยู่ใน OneDrive หรือ SharePoint ตารางทำใน Excel และนัดหมายอยู่ใน Teams การซื้อสิทธิ Copilot ให้ผู้ที่ต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นทางเลือกที่ประเมินได้โดยไม่ต้องย้ายงานทั้งหมด ในทางกลับกัน ทีมที่ใช้ Gmail, Drive, Docs, Sheets และ Meet อยู่แล้วสามารถประเมิน Gemini ภายในชุด Workspace ที่ใช้งานประจำได้ตรงกว่า นี่เป็นข้อสรุปเรื่องความต่อเนื่องของงานและต้นทุนเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่คำตัดสินว่าผู้ช่วยรายใดตอบเก่งกว่าทุกกรณี

สำหรับองค์กรที่ใช้สองชุดร่วมกัน ให้แยกงานตามเจ้าของข้อมูลแทนการนับชื่อแอปที่ติดตั้งอยู่ ใครเป็นเจ้าของอีเมลลูกค้า ไฟล์ส่วนกลางเปิดให้คนนอกอย่างไร สูตรสำคัญอยู่ใน Excel หรือ Sheets และบันทึกการประชุมต้องกลับไปอยู่ใน Teams หรือ Meet คำตอบเหล่านี้บอกทั้งว่าผู้ช่วยต้องเข้าถึงข้อมูลชุดใด และการย้ายจะกระทบใครบ้าง หากพนักงานบางคนต้องใช้เพียงอีเมลกับพื้นที่เก็บไฟล์ ก็ไม่จำเป็นต้องสมมติว่าทุกคนต้องได้รับสิทธิ AI แบบเดียวกัน

  • อีเมลและปฏิทิน: เลือกจากกล่องจดหมายและการนัดหมายที่ทีมดูแลจริง โดยเฉพาะบัญชีที่ใช้ติดต่อลูกค้าและกล่องจดหมายร่วม
  • ไฟล์และสิทธิ: ดูที่เก็บเอกสารหลักและสิทธิแชร์กับคนภายนอก เพราะผู้ช่วยทำงานภายใต้ข้อมูลที่บัญชีผู้ใช้เข้าถึงได้
  • ตาราง: แยกไฟล์ที่เป็นเพียงรายการข้อมูลออกจากไฟล์ที่พึ่งสูตร การจัดรูปแบบ หรือขั้นตอนต่อเนื่องใน Excel หรือ Sheets
  • การประชุม: เทียบงานสรุปและติดตามผลในแพลตฟอร์มที่ทีมใช้จัดประชุมจริง ไม่ใช่ดูเพียงว่าทั้งสองฝั่งมีฟีเจอร์จดโน้ต

Microsoft ต้องแยกค่าฐานออกจากค่า Copilot

หน้า Business Standard ของ Microsoft แสดงแผน Microsoft 365 Business Standard แบบมี Teams ที่ 11.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้ต่อเดือนเมื่อชำระรายปี โดยราคาไม่รวมภาษี แผนฐานนี้ครอบคลุมอีเมล แอปสำนักงาน พื้นที่เก็บไฟล์ และการประชุม จึงต้องนับในต้นทุนรวมของทีมที่เริ่มซื้อใหม่ สำหรับทีมที่จ่ายค่าฐานอยู่แล้ว รายการที่ต้องพิจารณาเพิ่มคือสิทธิ Copilot ของผู้ใช้ที่จำเป็นต้องใช้

หน้าราคา Copilot สำหรับธุรกิจ แสดงส่วนเสริม Microsoft 365 Copilot Business ที่ 18 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้ต่อเดือนจากราคาที่แสดงก่อนลด 21 ดอลลาร์ และชุด Business Standard พร้อม Copilot ที่ 23.50 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ทั้งหมดเป็นราคาภายใต้เงื่อนไขชำระรายปี โดยข้อเสนอส่วนเสริม 18 ดอลลาร์สำหรับลูกค้าเดิมที่มีแผน Business เข้าเกณฑ์ใช้ได้เฉพาะปีแรกของการซื้อในช่วง 1 กรกฎาคมถึง 31 ธันวาคม 2026 ราคาส่วนเสริมจึงไม่ใช่ราคาของชุดทำงานทั้งหมด ส่วนราคาชุดรวมเป็นอีกวิธีซื้อหนึ่ง ไม่ใช่จำนวนที่ต้องนำไปบวกกับส่วนเสริม

ความต่างระหว่างผู้ใช้ที่มีสิทธิฐานกับผู้ใช้ที่ต้องใช้ Copilot มีผลมากเมื่อซื้อให้ทีมใหญ่ สมมติว่าทุกคนต้องมี Business Standard แต่มีเพียงฝ่ายที่ร่างเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล หรือสรุปการประชุมเป็นประจำที่ต้องใช้ Copilot งบจะเป็นค่าฐานของทุกคนบวกค่าส่วนเสริมเฉพาะกลุ่มนั้น การให้สิทธิครบทั้งทีมอาจสะดวกต่อการตั้งงบ แต่จะทำให้ต้นทุนต่อเดือนสูงกว่าความต้องการจริงหากมีคนใช้ฟีเจอร์ AI เพียงบางส่วน

Google รวม Gemini แล้ว แต่ราคาแนะนำมีขอบเขต

สิทธิ Google Workspace Business Standard สำหรับทีม 50 คนแบ่งเป็นผู้ใช้ที่ได้ราคาแนะนำ 20 คนแรกและผู้ใช้ราคามาตรฐาน

หน้า Google Workspace ภาษาไทย แสดง Business Standard แบบรายปีในราคาแนะนำ 330 บาทต่อผู้ใช้ต่อเดือน รวม Gemini สำหรับงานใน Gmail, Drive, Docs, Sheets และ Meet โดยราคาแนะนำสำหรับลูกค้าใหม่ใช้กับผู้ใช้ที่เพิ่มเข้ามา 20 คนแรกเป็นเวลา 12 เดือน ก่อนเปลี่ยนเป็นราคามาตรฐานสำหรับทุกคน ทีมที่เกินจำนวนดังกล่าวจึงมีผู้ใช้สองระดับราคาอยู่ในงบช่วงแรก แม้ทุกคนอยู่บนแผนชื่อเดียวกัน

คู่มือการเรียกเก็บเงินของ Google ระบุราคา Business Standard มาตรฐานสำหรับไทยที่ 550 บาทต่อผู้ใช้ต่อเดือนในแผนรายปี และ 650 บาทในแผนยืดหยุ่น พร้อมอธิบายว่าแผนรายปีเพิ่มใบอนุญาตระหว่างสัญญาได้ แต่ลดจำนวนได้เมื่อต่ออายุเท่านั้น การเรียกเก็บเงินรายเดือนจึงไม่ได้แปลว่าสามารถลดจำนวนผู้ใช้รายเดือนตามใจได้ ทีมที่มีพนักงานชั่วคราวหรือจำนวนคนเปลี่ยนมากควรคิดมูลค่าความยืดหยุ่นนี้ควบคู่กับราคาต่อที่นั่ง

Gemini ที่รวมใน Business Standard ทำให้ไม่ต้องตั้งบรรทัดค่า AI แยกสำหรับความสามารถที่แผนครอบคลุม แต่ไม่ได้ทำให้ค่าชุด Workspace หายไป หากองค์กรมีเพียงแพ็กเกจพื้นฐานหรือยังไม่ได้ใช้ Workspace การเปรียบเทียบต้องนับต้นทุนของแผนที่จะซื้อจริงด้วย เช่นเดียวกับฝั่ง Microsoft ที่ต้องนับค่าฐานเมื่อเริ่มใช้ชุดทำงานใหม่

ตัวอย่างงบของทีม 10 และ 50 คน

ตัวเลขต่อไปนี้เป็น ตัวอย่างคำนวณตามราคาที่แสดง โดยสมมติว่าทุกคนมีสิทธิชุดทำงานและต้องใช้ AI เลือกแผนรายปี และไม่มีส่วนลดหรือเงื่อนไขเฉพาะจากผู้ขาย ยอดรายเดือนใช้เพื่อเทียบขนาดงบ Microsoft แสดงราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐและไม่รวมภาษี ส่วน Google แสดงเป็นบาท จึงไม่ควรลบยอดสองสกุลเงินเพื่อหาผู้ชนะโดยไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนและใบเสนอราคาที่องค์กรจะชำระจริง

  • ทีม 10 คนบน Microsoft เดิม: ค่า Business Standard ตามราคาฐานเท่ากับ 112 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ส่วน Copilot ที่ราคาแนะนำเพิ่ม 180 ดอลลาร์ รวมเป็น 292 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 3,504 ดอลลาร์ต่อปี หากเป็นทีมที่ซื้อชุด Business Standard พร้อม Copilot ตามราคาชุดรวม ยอดเท่ากับ 235 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 2,820 ดอลลาร์ต่อปี ตัวเลขสองแบบสะท้อนวิธีซื้อและสิทธิเดิมต่างกัน
  • ทีม 10 คนบน Google: หากเป็นลูกค้าใหม่และทุกคนได้ราคาแนะนำ Business Standard ยอดคือ 3,300 บาทต่อเดือน หรือ 39,600 บาทต่อปี เมื่อสิ้นสุดช่วงราคาแนะนำและยังมีผู้ใช้เท่าเดิม ยอดตามราคามาตรฐานรายปีเป็น 5,500 บาทต่อเดือน หรือ 66,000 บาทต่อปี
  • ทีม 50 คนบน Microsoft เดิม: ค่าฐานของทุกคนเท่ากับ 560 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน และส่วนเสริม Copilot สำหรับทุกคนเพิ่ม 900 ดอลลาร์ รวม 1,460 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 17,520 ดอลลาร์ต่อปี ส่วนการซื้อชุดรวมให้ทุกคนตามราคาที่แสดงคิดเป็น 1,175 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 14,100 ดอลลาร์ต่อปี
  • ทีม 50 คนบน Google: หากเป็นลูกค้าใหม่ที่ผู้ใช้ 20 คนแรกได้ราคาแนะนำ และอีก 30 คนใช้ราคามาตรฐานรายปี ยอดคือ 23,100 บาทต่อเดือน หรือ 277,200 บาทต่อปี เมื่อทุกคนอยู่ที่ราคามาตรฐาน ยอดจะเป็น 27,500 บาทต่อเดือน หรือ 330,000 บาทต่อปี

สมมติฐานว่าทุกคนต้องใช้ Copilot ทำให้เห็นเพดานงบใบอนุญาต แต่ไม่ใช่รูปแบบเดียวที่ซื้อได้ หากทีม Microsoft จำนวน 10 คนให้ Copilot เพียง 3 คน ค่าฐานยังเป็น 112 ดอลลาร์และส่วนเสริมเป็น 54 ดอลลาร์ รวม 166 ดอลลาร์ต่อเดือน สำหรับทีม 50 คนที่ให้สิทธิ 15 คน ค่าฐาน 560 ดอลลาร์บวกส่วนเสริม 270 ดอลลาร์ รวม 830 ดอลลาร์ต่อเดือน ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าจำนวนผู้ใช้ AI มีผลต่อบิล Microsoft โดยตรง ขณะที่ตัวอย่าง Google ใช้ราคา Business Standard ของผู้ใช้ทุกคน

เมื่อส่วนเสริม Copilot กลับจากราคาแนะนำเป็นราคาที่แสดงก่อนลด และสมมติว่าค่าฐานไม่เปลี่ยน ยอดแบบซื้อแยกสำหรับผู้ใช้ครบทั้งทีมจะเป็น 322 ดอลลาร์ต่อเดือนในทีม 10 คน และ 1,610 ดอลลาร์ในทีม 50 คน นี่เป็นการคำนวณผลของการหมดส่วนลด ไม่ใช่ราคาต่ออายุที่รับประกันไว้ ส่วนราคาต่ออายุของชุดรวมต้องประเมินแยกจากราคาส่วนเสริม เพราะเงื่อนไขของสองวิธีซื้อไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

ค่าใช้ตามปริมาณและค่าย้ายข้อมูลเพิ่มตรงไหน

การย้ายอีเมลและตารางระหว่าง Microsoft 365 กับ Google Workspace มีงานตรวจไฟล์และสิทธิเข้าถึงเพิ่มจากค่าสมาชิก

ใบอนุญาต Copilot ครอบคลุมงานประจำในแอปที่มีสิทธิ แต่ประสบการณ์ AI ขั้นสูงบางรายการคิดตามการใช้งาน เช่น Copilot Cowork, Autopilot และ Work IQ API ค่าใช้ส่วนนี้ขึ้นกับว่าทีมเปิดใช้ความสามารถใดและใช้มากเพียงใด จึงไม่ควรใส่ยอดสมมติลงในงบใบอนุญาตรวมโดยไม่รู้ปริมาณงาน วิธีคิดที่ตรวจสอบได้คือแยกบรรทัดค่าใช้ตามปริมาณจากค่าสมาชิก แล้วตั้งขอบเขตการใช้งานและติดตามยอดจริงเมื่อเริ่มใช้งาน

ต้นทุนย้ายระบบเกิดจากงานที่ราคาต่อผู้ใช้ไม่แสดง: ย้ายกล่องจดหมายและปฏิทิน ตรวจสิทธิไฟล์ที่แชร์กับลูกค้าหรือคู่ค้า ทดสอบตารางที่พึ่งสูตรและรูปแบบเฉพาะ และจัดการบันทึกการประชุมที่ต้องเก็บต่อ ผู้ดูแลระบบต้องตรวจว่าข้อมูลย้ายครบหรือไม่ ส่วนพนักงานต้องใช้เวลาหาไฟล์และปรับวิธีทำงาน หากต้องเปิดสองชุดพร้อมกันในช่วงเปลี่ยนผ่าน ค่าสมาชิกที่ซ้อนกันก็เป็นต้นทุนของการย้ายเช่นกัน

ขนาดค่าใช้จ่ายนี้ขึ้นกับข้อมูลและขั้นตอนขององค์กร จึงไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่นำมาคูณจำนวนพนักงานได้อย่างซื่อสัตย์ สำหรับทีมที่ใช้ Microsoft 365 อยู่แล้ว การเริ่มด้วยสิทธิ Copilot เฉพาะผู้ใช้จำเป็นเป็นฐานเปรียบเทียบที่มีงานเปลี่ยนน้อย สำหรับทีมที่อยู่บน Workspace ก็ใช้หลักเดียวกันกับ Business Standard ก่อนคิดย้ายทั้งองค์กรไปอีกฝั่ง การเปลี่ยนระบบอาจคุ้มเมื่อชุดงานใหม่ตอบความต้องการที่ระบบเดิมทำไม่ได้ แต่ต้องนับเวลาและค่าใช้จ่ายของการย้ายนั้นในปีที่เกิดขึ้น

ความสามารถต้องเทียบกับงานและสิทธิที่ซื้อจริง

การร่างอีเมล สรุปเอกสาร อธิบายตาราง และจดโน้ตประชุมเป็นคนละงานกัน คะแนนจากงานเขียนอย่างเดียวไม่บอกคุณภาพการวิเคราะห์ตารางหรือการเชื่อมผลประชุมกับไฟล์ของทีม หากงานหลักอยู่ใน Excel หรือ Sheets ให้ทดสอบด้วยไฟล์ที่มีสูตรและโครงสร้างใกล้กับงานจริง หากงานหลักคือการประชุม ให้ดูว่าบันทึกและงานติดตามกลับไปอยู่ในที่ที่ทีมใช้ร่วมกันได้เพียงใด ข้อมูลทดสอบควรตัดข้อมูลอ่อนไหวที่ไม่จำเป็นออก และผลลัพธ์ยังต้องมีคนรับผิดชอบตรวจ

การทดลองของ Windows Central ใช้ Copilot และ Gemini รุ่นฟรีพิสูจน์อักษรข้อความที่ผู้เขียนร่างเองเป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยผู้เขียนพบว่า Copilot ช่วยดูโครงเรื่องและถ้อยคำได้ดีในงานของเขา ส่วน Gemini ให้ข้อแก้ไขด้านภาษาอย่างละเอียดกว่า และยังแนะนำให้มนุษย์ตรวจผลก่อนเผยแพร่ ขอบเขตนี้เป็นงานเขียนของผู้ใช้คนเดียว ไม่ใช่การทดสอบสิทธิ Copilot Business หรือ Workspace Business Standard สำหรับทีมไทย จึงใช้เป็นแนวตั้งโจทย์งานเขียนได้ แต่ใช้แทนการประเมินไฟล์ ตาราง และการประชุมขององค์กรไม่ได้

คำตอบสำหรับการซื้อจึงเริ่มจากชุดข้อมูลที่ทีมทำงานอยู่ แล้วคำนวณสิทธิฐานและ AI ตามจำนวนผู้ใช้จริง ทีม Microsoft ควรเปรียบเทียบส่วนเสริมสำหรับสมาชิกเดิมกับชุดรวมตามเงื่อนไขของตน ส่วนทีม Google ต้องแยกที่นั่งราคาแนะนำออกจากที่นั่งราคามาตรฐาน หากการเลือกทำให้ต้องย้ายอีเมล ไฟล์ หรือตาราง ให้ใส่ต้นทุนย้ายและช่วงที่จ่ายสองระบบไว้ในงบเดียวกับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจ

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0