Dify หรือ Langflow: RAM ต่างกันไม่มาก แต่สิทธิ์รันโค้ดเปลี่ยนความเสี่ยง

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|3 นาทีในการอ่าน
Dify หรือ Langflow: RAM ต่างกันไม่มาก แต่สิทธิ์รันโค้ดเปลี่ยนความเสี่ยง

ถ้าทีมต้องติดตั้งเครื่องมือสร้างแอป AI แบบ visual เองและให้หลายคนร่วมสร้างงาน Dify เหมาะกว่าเมื่อสมาชิกมีสิทธิ์ต่างกันและงานหลักคือถามตอบจากเอกสาร ส่วน Langflow เหมาะกับทีมผู้พัฒนาที่ต้องแก้ Python ใน component โดยตรง ความต่างที่ต้องตัดสินก่อนเปิดให้หลายบัญชีใช้คือใครมีสิทธิ์ส่งโค้ดให้เซิร์ฟเวอร์รัน: ข้อกำหนด custom component ของ Langflow ระบุว่าหากเปิดความสามารถนี้ไว้ ผู้ใช้ทั่วไปในระบบหลายบัญชีก็เขียนโค้ดที่ทำงานในกระบวนการเซิร์ฟเวอร์ได้

ผลวัดหน่วยความจำขณะระบบว่างชี้ว่าความต่างระหว่างสองผลิตภัณฑ์มีอยู่ แต่เล็กกว่าความต่างด้านวิธีแบ่งงานและขอบเขตความไว้วางใจ ผลวัดดังกล่าวจึงช่วยประมาณภาระเริ่มต้นของเครื่องได้ ขณะที่การเลือกให้ทีมใช้ร่วมกันต้องพิจารณาสิทธิ์แก้ flow การเข้าถึงข้อมูล และการรันโค้ดประกอบด้วย บัญชีผู้ใช้ที่แยกกันในหน้าเว็บไม่ได้แปลว่ากระบวนการที่รันโค้ดถูกแยกจากกันบนเครื่อง

ภาระเครื่องกับจำนวนบริการที่ต้องดูแล

คู่มือติดตั้ง Dify ด้วย Docker Compose กำหนดเครื่องขั้นต่ำที่ CPU 2 คอร์และ RAM 4 GiB ชุด Compose ที่คู่มือแจกแจงมีบริการหลัก 7 ตัว องค์ประกอบที่พึ่งพา 8 ตัว และงานตั้งสิทธิ์ไฟล์ที่ทำครั้งเดียว ในกลุ่มนั้นมีบริการเว็บและ API, worker, PostgreSQL, Redis, Weaviate, พร็อกซี และคอนเทนเนอร์ sandbox ผู้ดูแลจึงต้องติดตามสถานะ อัปเกรด และสำรองข้อมูลของหลายส่วนที่สัมพันธ์กัน แม้คำสั่งเริ่มระบบจะเป็นคำสั่ง Compose เดียว

Langflow เริ่มในคอนเทนเนอร์แอปตัวเดียวและเก็บข้อมูลด้วย SQLite ได้ในชุดเริ่มต้น จึงมีชิ้นส่วนให้จัดการน้อยกว่าเมื่อทดลอง flow ส่วนการใช้งานของทีมอาจต้องเพิ่มฐานข้อมูลภายนอก การยืนยันตัวตน และขอบเขตการรันที่เหมาะกับผู้ใช้แต่ละกลุ่ม จำนวนคอนเทนเนอร์ตอนเริ่มติดตั้งจึงบอกได้เพียงความซับซ้อนเริ่มต้น ไม่ได้บอกภาระทั้งหมดเมื่อมีผู้ใช้และข้อมูลจริง

การติดตั้งทดสอบของ SelfHost Atlas บน Ubuntu 26.04 และเครื่อง GCP e2-standard-2 เมื่อ 29 กันยายน 2026 วัด RAM ขณะว่างหลังเริ่มระบบได้ราว 1.8 GB สำหรับ Dify และ 1.2 GB สำหรับ Langflow ต่างกันราว 0.6 GB เว็บไซต์เดียวกันวัดพื้นที่ดิสก์ของชุดติดตั้งนั้นได้ราว 11.2 GB และ 3.5 GB ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลของสภาพแวดล้อมและการตั้งค่าชุดเดียว ไม่ใช่ขนาดเครื่องที่รับประกันว่าจะรองรับปริมาณเอกสาร ผู้ใช้พร้อมกัน หรือโมเดลที่แต่ละทีมเลือก

สิ่งที่ได้จากชุดเริ่มต้น

ความต่างของสองระบบเห็นชัดเมื่อวางงานของผู้ดูแลและผู้สร้างแอปไว้ข้างกัน Dify รวมพื้นที่ทำงานของทีมกับสายงานเอกสารไว้ในแพลตฟอร์ม ส่วน Langflow ให้ผู้พัฒนาประกอบ flow จาก component และปรับโค้ดของ component ได้ลึกกว่า รายการต่อไปนี้แยกความสามารถของชุดเริ่มต้นออกจากสิ่งที่อาจต้องเพิ่มเมื่อใช้งานร่วมกัน

  • คอนเทนเนอร์และ RAM: Dify มากับชุด Compose หลายบริการและขั้นต่ำ RAM ตามคู่มือ 4 GiB ส่วน Langflow เริ่มจากคอนเทนเนอร์แอปตัวเดียวได้ ผลวัด RAM ขณะว่างของการติดตั้งชุดเดียวต่างกันราว 0.6 GB แต่ไม่แทนการเผื่อทรัพยากรตามงานจริง
  • บทบาทผู้ใช้: Dify มีบทบาท Owner, Admin, Editor และ Normal ภายใน workspace เพื่อแยกการดูแลกับการใช้แอป Langflow มีบัญชีผู้ใช้ แต่การมีบัญชีไม่ได้จำกัดสิทธิ์เขียน custom component โดยอัตโนมัติ
  • การรันโค้ด: Dify ส่งการรันโค้ดของ workflow ไปยังคอนเทนเนอร์ sandbox แยกจากบริการหลัก ส่วน Python ของ custom component ใน Langflow ทำงานในกระบวนการ backend ระหว่างสร้าง flow
  • RAG: Dify มีทางรับเอกสาร ทำดัชนี และค้นคืน พร้อม Weaviate ในชุด Compose เริ่มต้น Langflow ให้ประกอบขั้นตอนค้นคืนด้วย component และเลือกส่วนจัดเก็บเวกเตอร์ให้เข้ากับงาน
  • MCP: ทั้งคู่เปิดให้นำงานที่สร้างไปใช้เป็นเครื่องมือผ่าน MCP ได้ Dify จัดจุดเปิดใช้ตามแอป ส่วน Langflow เปิด flow ภายใต้โครงการผ่าน MCP server การเผยแพร่เพิ่มช่องทางที่ต้องควบคุมข้อมูลรับรองและสิทธิ์เรียกใช้งาน

รายการนี้ไม่ได้ทำให้จำนวนฟีเจอร์เป็นคะแนนตัดสิน ทีมที่ต้องให้บรรณาธิการข้อมูลหรือเจ้าของงานธุรกิจสร้างแอปโดยไม่แก้ Python จะใช้ความสามารถด้านบทบาทและชุดเอกสารของ Dify ได้ตรงกว่า ทีมที่มีผู้พัฒนาเป็นผู้สร้าง flow หลักอาจได้ประโยชน์จาก Langflow เพราะเปลี่ยนพฤติกรรมของ component ได้เอง แต่ความยืดหยุ่นนั้นผูกกับสิทธิ์บนเซิร์ฟเวอร์โดยตรง

เมื่อสิทธิ์แก้ component กลายเป็นสิทธิ์รันโค้ด

แบบจำลองภัยคุกคามของ Langflow เริ่มจากผู้ใช้ที่เข้าสู่ระบบได้ตามปกติ หากสมาชิกแก้ Python ใน custom component แล้วเซิร์ฟเวอร์นำโค้ดนั้นไปรันในกระบวนการ backend โค้ดจะอยู่ในขอบเขตทรัพยากรที่กระบวนการนั้นเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ ตัวแปรสภาพแวดล้อม หรือเครือข่าย ประเด็นจึงไม่จำกัดอยู่ที่ผู้บุกรุกจากภายนอก แต่รวมถึงสมาชิกที่ควรแก้ flow ได้โดยไม่ควรได้สิทธิ์เทียบเท่าการส่งโค้ดไปรันบนโฮสต์

Langflow ให้ทางเลือกจำกัดผู้เขียนโค้ดไว้ที่ผู้ดูแลด้วยค่า LANGFLOW_CUSTOM_COMPONENT_ADMIN_ONLY=true หรือปิดการสร้างและแก้ custom component ด้วย LANGFLOW_ALLOW_CUSTOM_COMPONENTS=false แบบแรกยังให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้ component ที่มีอยู่ได้ ส่วนแบบหลังให้รันโค้ด component ที่เซิร์ฟเวอร์รู้จักและปฏิเสธโค้ดใหม่จาก flow ข้อจำกัดแบบปิด custom component ยังถูกระบุว่าเป็นคุณสมบัติระดับ beta จึงควรใช้ควบคู่กับการแยกสภาพแวดล้อมเมื่อมีโค้ดจากผู้ที่ไม่ไว้วางใจเท่ากัน

ความหมายของ sandbox ต้องแยกให้ตรงชนิดของโค้ด เอกสาร Langflow สำหรับรุ่น Next อธิบายว่า sandbox backend ครอบคลุม Python Interpreter และ Python REPL ที่รับโค้ดเป็นอินพุตขณะรัน flow แต่ custom component ถูกประมวลผลในเซิร์ฟเวอร์ตั้งแต่ช่วงสร้าง flow ก่อนถึง sandbox นั้น ดังนั้นการเพิ่ม sandbox สำหรับ interpreter เพียงอย่างเดียวไม่ปิดเส้นทางของผู้ที่แก้ custom component ได้ หากหลายฝ่ายต้องสร้าง component ของตนเอง การแยกอินสแตนซ์หรือขอบเขตการรันช่วยลดการพึ่งพาความไว้วางใจร่วมกันในกระบวนการเดียว

Dify มีคอนเทนเนอร์ sandbox สำหรับโค้ดของ workflow และบทบาท workspace สำหรับแบ่งงานสร้างกับงานใช้แอป ซึ่งช่วยวางขอบเขตเริ่มต้นให้ทีมได้ชัดกว่า แต่ผู้ดูแลยังต้องกำหนดสิทธิ์ของผู้ที่แก้ workflow รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลและเครื่องมือภายนอกที่ workflow เรียกได้ Sandbox ของ code node ไม่ได้กำหนดสิทธิ์ของฐานข้อมูล ปลั๊กอิน และปลายทางเครือข่ายทั้งหมดแทนผู้ติดตั้ง

RAG และ MCP เพิ่มขอบเขตข้อมูลอย่างไร

สำหรับงานถามตอบจากเอกสาร Dify จัดสายงานรับข้อมูลและค้นคืนไว้พร้อมฐานข้อมูลเวกเตอร์ในชุดเริ่มต้น จึงลดงานต่อระบบพื้นฐานก่อนสร้างแอป สมาชิกที่ดูแลเอกสารกับสมาชิกที่ออกแบบคำตอบสามารถทำงานในพื้นที่เดียวกันได้ อย่างไรก็ดี ทีมยังต้องเลือกวิธีแบ่งเนื้อหา โมเดล embedding และสิทธิ์เข้าถึงชุดข้อมูลให้เหมาะกับเอกสารจริง ความพร้อมของสายงาน RAG ไม่ได้ตัดสินคุณภาพคำตอบแทนการเตรียมข้อมูล

Langflow ให้เห็นขั้นตอนค้นคืนเป็น component ที่เปลี่ยนหรือเขียนเพิ่มได้ ทีมจึงกำหนดวิธีโหลดข้อมูล โมเดล embedding และที่เก็บเวกเตอร์ให้ตรงข้อกำหนดเฉพาะได้มากขึ้น ภาระที่ตามมาคือการจัดการส่วนพึ่งพาและทบทวนโค้ดที่นำเข้า หากข้อมูลของแต่ละฝ่ายต้องแยกกัน การแยก flow บนผังงานอย่างเดียวไม่พอจะยืนยันว่าฐานข้อมูล ข้อมูลรับรอง และกระบวนการที่รัน component ถูกแยกตามไปด้วย

MCP ขยายจุดเรียกงานจากหน้าเว็บของแพลตฟอร์มไปยังไคลเอนต์ภายนอก จึงต้องมอง endpoint เช่นเดียวกับ API ที่เข้าถึงข้อมูลหรือเครื่องมืออื่นได้ สำหรับ flow ที่ค้นเอกสารภายในองค์กร ผู้สร้าง flow กับผู้เรียกผ่าน MCP อาจควรมีสิทธิ์ไม่เท่ากัน การกำหนดว่าใครเผยแพร่ flow ได้ ข้อมูลรับรองถูกเก็บที่ใด และปลายทางเข้าถึงข้อมูลชุดใด ช่วยป้องกันไม่ให้การเปิดช่องทางเรียกใช้งานกลายเป็นการขยายสิทธิ์โดยไม่ตั้งใจ

ใบอนุญาตมีผลเมื่อแยกพื้นที่ให้ลูกค้า

ใบอนุญาตของ Dify ใช้ Apache License 2.0 ที่แก้ไขเพิ่มเติมและอนุญาตการใช้เชิงพาณิชย์ แต่กำหนดเงื่อนไขสำหรับบริการหลาย tenant โดยนิยามหนึ่ง tenant เป็นหนึ่ง workspace การดำเนินระบบลักษณะนั้นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรหรือจัดการใบอนุญาตเชิงพาณิชย์ เงื่อนไขยังห้ามลบหรือเปลี่ยนโลโก้และข้อความลิขสิทธิ์เมื่อใช้ frontend ของ Dify ทีมที่ใช้ workspace ภายในองค์กรกับผู้ให้บริการที่จะแยก workspace ให้ลูกค้าหลายรายจึงมีคำถามด้านใบอนุญาตต่างกัน

ใบอนุญาต MIT ของ Langflow ให้สิทธิ์ใช้ ดัดแปลง และแจกจ่ายซอฟต์แวร์ภายใต้เงื่อนไขการคงข้อความใบอนุญาต สิทธิ์ทางซอฟต์แวร์นี้ไม่ได้จัดการการแยกข้อมูลหรือการรันโค้ดให้เอง หากจะให้ลูกค้าหรือทีมที่ไม่ควรเข้าถึงทรัพยากรร่วมกันใช้ Langflow ภาระการแยกอินสแตนซ์ ฐานข้อมูล และผู้เขียน custom component ยังอยู่กับผู้ติดตั้ง

เลือกจากผู้สร้างงานและขอบเขตที่ยอมรับได้

Dify เหมาะกับทีมที่ต้องให้หลายบทบาทสร้าง เผยแพร่ และใช้แอปจากเอกสารร่วมกัน โดยยอมรับการดูแลชุดบริการที่ใหญ่กว่าและตรวจเงื่อนไขใบอนุญาตตามรูปแบบการให้บริการ Langflow เหมาะกับทีมผู้พัฒนา Python ที่ต้องปรับ component ลึกและควบคุมได้ว่าใครส่งโค้ดเข้าระบบ การเลือกอย่างหลังสำหรับผู้ใช้หลายกลุ่มควรรวมต้นทุนจำกัดสิทธิ์และแยกสภาพแวดล้อมไว้ตั้งแต่ต้น

เกณฑ์ตัดสินที่ตรงความเสี่ยงที่สุดคือระบุให้ได้ว่าใครแก้ component ได้ และ backend ที่รันโค้ดเข้าถึงไฟล์ ข้อมูลรับรอง และเครือข่ายใด หากคำตอบสองส่วนนี้ยังไม่ชัด ผลต่าง RAM ขณะว่างจากเครื่องทดสอบเดียวไม่ควรนำหน้าเรื่องสิทธิ์ เพราะการเปลี่ยนขอบเขตการรันภายหลังอาจทำให้รูปแบบติดตั้งที่ดูง่ายในวันแรกต้องออกแบบใหม่

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0