
Clockify หรือ Harvest: ค่าที่นั่งถูกกว่าอาจแพ้เมื่อเริ่มออกใบแจ้งหนี้

สำหรับทีมบริการที่ต้องอนุมัติชั่วโมงก่อนออกใบแจ้งหนี้ Clockify Standard มีค่าสมาชิกฐานต่ำกว่า Harvest Enterprise ซึ่งเป็นแผนแรกของ Harvest ที่มีการอนุมัติเวลา ตารางราคา Clockify ระบุว่า Standard รวมการอนุมัติและใบแจ้งหนี้ในราคา 5.49 ดอลลาร์ต่อที่นั่งต่อเดือนเมื่อชำระรายปี หรือ 6.99 ดอลลาร์เมื่อชำระรายเดือน ขณะที่แผน Free และ Basic ยังทำงานสองขั้นตอนนี้ร่วมกันไม่ได้ ทีมจึงต้องเทียบแผนที่ทำงานได้ครบตั้งแต่บันทึกชั่วโมงจนส่งบิล ไม่ใช่เลือกจากค่าที่นั่งเริ่มต้น
คำตอบเปลี่ยนสำหรับฟรีแลนซ์ที่ออกใบแจ้งหนี้เองและมีโครงการไม่มาก ตารางราคา Harvest ระบุว่า Free มี 1 ที่นั่งและ 2 โครงการ พร้อมการจับเวลา บันทึกค่าใช้จ่าย และออกใบแจ้งหนี้ ส่วน Teams เริ่มที่ 9 ดอลลาร์ต่อที่นั่งต่อเดือนเมื่อชำระรายปี และ Enterprise ซึ่งเพิ่มการอนุมัติเวลาเริ่มที่ 14 ดอลลาร์ ทั้งแผนฟรีและแผนชำระเงินอาจมีค่าบริการจากการใช้บางฟีเจอร์หรือจากปริมาณใบแจ้งหนี้ โครงการ ลูกค้า และงาน ดังนั้นยอดจ่ายจริงของ Harvest อาจสูงกว่าราคาต่อที่นั่ง
แผนฟรีหยุดตรงไหนในงานเรียกเก็บเงิน
Clockify Free เหมาะเมื่อโจทย์หลักคือให้คนในทีมบันทึกเวลาลงโครงการเดียวกัน แผนนี้รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 5 คนและสร้างโครงการได้ไม่จำกัด แต่ไม่มีอัตราคิดค่าบริการ ใบแจ้งหนี้ หรือขั้นตอนอนุมัติชั่วโมงในระบบ รายงานของแผนฟรียังดูข้อมูลได้ในช่วงเวลาไม่เกินหนึ่งเดือนต่อครั้ง หากต้องนำชั่วโมงไปคิดเงินในระบบอื่น ทีมต้องจัดการอัตรา ตรวจความถูกต้อง และทำเอกสารเรียกเก็บเงินต่อเอง
Clockify Basic เพิ่มการกำหนดอัตราคิดค่าบริการ จึงช่วยให้เห็นมูลค่าของเวลาที่บันทึกไว้ แต่ยังไม่ใช่แผนสำหรับทีมที่ต้องให้ผู้จัดการรับรองชั่วโมงและสร้างใบแจ้งหนี้จากข้อมูลนั้นใน Clockify จุดเปลี่ยนอยู่ที่ Standard ซึ่งเพิ่มทั้งการอนุมัติ การล็อกเวลาย้อนหลัง และการสร้างใบแจ้งหนี้จากเวลาที่ติดตาม ทีมที่คิดค่าบริการตามชั่วโมงควรใช้ระดับนี้เป็นฐานคำนวณ แม้จำนวนสมาชิกยังไม่เกินเพดานของแผนฟรี
Harvest Free วางขอบเขตต่างออกไป ผู้ทำงานคนเดียวสามารถบันทึกเวลาและค่าใช้จ่ายก่อนออกใบแจ้งหนี้ได้ในบริการเดียว หากจำนวนโครงการอยู่ภายในข้อจำกัดของแผน การมีลูกค้ารายเดิมแต่เปิดโครงการใหม่เป็นประจำจึงสำคัญกว่าจำนวนชั่วโมงที่จับเวลา เมื่อจำเป็นต้องเพิ่มคนหรือเพิ่มโครงการ ฟรีแลนซ์ต้องย้ายไปแผนชำระเงินและคิดทั้งค่าที่นั่งกับปริมาณการใช้งานที่อาจถูกเรียกเก็บเพิ่ม
คำว่าออกใบแจ้งหนี้ได้ยังไม่เท่ากับมีขั้นตอนอนุมัติชั่วโมง Harvest Teams รวมการติดตามเวลา การรายงานทีม และการออกใบแจ้งหนี้ แต่การอนุมัติแบบเป็นทางการอยู่ใน Enterprise หากเจ้าของกิจการเพียงตรวจรายงานก่อนส่งบิลเอง Teams อาจเพียงพอ แต่ถ้าสัญญากับลูกค้าหรือขั้นตอนภายในกำหนดให้หัวหน้าอนุมัติชั่วโมงก่อนเรียกเก็บเงิน ต้องนำราคา Enterprise มาเทียบกับ Clockify Standard
ต้นทุนฐานของฟรีแลนซ์ ทีม 5 คน และทีม 10 คน
ตัวเลขต่อไปนี้เป็น ค่าสมาชิกฐาน ที่คำนวณจากจำนวนที่นั่งคูณราคาที่ผู้ให้บริการแสดง ไม่ใช่ใบเสนอราคาสุทธิ ตัวเลขหน้าเครื่องหมายทับคือค่าเฉลี่ยต่อเดือนเมื่อชำระรายปี ส่วนตัวเลขหลังเครื่องหมายทับคือยอดตามอัตราชำระรายเดือน ทั้งหมดเป็นดอลลาร์สหรัฐและสมมติว่าทุกคนที่ต้องใช้ระบบมีที่นั่งของตน รวมผู้ดูแลหรือผู้จัดการที่อยู่ในทีม
- ฟรีแลนซ์ 1 คน: หากมีไม่เกิน 2 โครงการและออกใบแจ้งหนี้เอง Harvest Free มีค่าสมาชิกฐาน 0 ดอลลาร์ ขณะที่ Clockify Standard อยู่ที่ 5.49/6.99 ดอลลาร์ต่อเดือน ถ้าต้องจับเวลาอย่างเดียว Clockify Free ก็มีค่าสมาชิกฐาน 0 ดอลลาร์เช่นกัน ความได้เปรียบของ Harvest Free ในกรณีนี้คือทำใบแจ้งหนี้ต่อจากเวลาที่บันทึกได้โดยไม่ต้องซื้อแผน Standard ของ Clockify แต่ควรแยกค่าบริการจากการใช้ฟีเจอร์บางอย่างออกจากค่าสมาชิกฐาน
- ทีม 5 คน: Clockify Standard อยู่ที่ 27.45/34.95 ดอลลาร์ต่อเดือน และมีทั้งการอนุมัติกับใบแจ้งหนี้ Harvest Teams เริ่มที่ 45/55 ดอลลาร์ต่อเดือนโดยมีใบแจ้งหนี้แต่ไม่มีการอนุมัติแบบเป็นทางการ หากต้องอนุมัติชั่วโมง Harvest Enterprise เริ่มที่ 70/87.50 ดอลลาร์ต่อเดือน ส่วนต่างที่เกี่ยวกับขั้นตอนอนุมัติจึงมากกว่าที่เห็นจากการเทียบ Standard กับ Teams เพียงอย่างเดียว
- ทีม 10 คน: Clockify Standard อยู่ที่ 54.90/69.90 ดอลลาร์ต่อเดือน Harvest Teams เริ่มที่ 90/110 ดอลลาร์ และ Harvest Enterprise เริ่มที่ 140/175 ดอลลาร์เมื่อจำเป็นต้องอนุมัติเวลา ราคา Harvest ในรายการนี้ยังไม่รวมค่าบริการตามปริมาณการใช้งาน จึงบอกได้เพียงว่าค่าสมาชิกฐานของแต่ละแผนต่างกันเท่าไร ไม่ใช่ว่ายอดเรียกเก็บสุดท้ายจะต่างกันเท่านั้น
การชำระรายปีเป็นการจ่ายล่วงหน้า ไม่ใช่การจ่ายยอดเฉลี่ยทีละเดือน หากทีมมีคนเข้าออกบ่อย การเปรียบเทียบเพียงอัตราเฉลี่ยรายเดือนอาจซ่อนเงินสดที่ต้องจ่ายก่อนเริ่มใช้งาน Clockify นับผู้ใช้ที่ยังใช้งานหรือได้รับเชิญไว้เป็นที่นั่งในแผนชำระเงิน รวมเจ้าของ ผู้ดูแล และผู้จัดการ ส่วน Harvest ระบุว่าการเพิ่มที่นั่งระหว่างรอบเรียกเก็บเงินมีการคิดตามระยะเวลาที่เหลือ การกำหนดว่าใครต้องเข้าไปบันทึกหรืออนุมัติเวลาจึงเป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณจำนวนที่นั่ง
สำหรับทีมไทย ยอดดอลลาร์ในตัวอย่างยังไม่รวมภาษีที่อาจแสดงตอนชำระเงิน ค่าระบบบัญชีที่ใช้อยู่ หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมบัตร ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนตามวิธีจ่ายและผู้ให้บริการชำระเงิน จึงควรแยกออกจากราคาซอฟต์แวร์เมื่อทำงบ หากใบแจ้งหนี้จากเครื่องมือจับเวลายังต้องนำข้อมูลไปทำเอกสารอีกชุด ต้นทุนของขั้นตอนนั้นก็อยู่นอกค่าที่นั่งเช่นกัน
ชั่วโมงที่อนุมัติกลายเป็นใบแจ้งหนี้อย่างไร
ขั้นตอนของงานบริการเริ่มจากผูกเวลาที่ทำกับโครงการและกำหนดว่าส่วนใดคิดเงินลูกค้าได้ จากนั้นผู้รับผิดชอบตรวจรายการก่อนปิดงวด แล้วจึงนำชั่วโมงที่ผ่านการตรวจไปออกใบแจ้งหนี้ ความต่างระหว่างสองบริการอยู่ที่แผนซึ่งรองรับการตรวจและการออกบิลในลำดับนี้ Clockify Standard รวมทั้งสองขั้นตอน ส่วน Harvest Teams รองรับการออกบิลแต่ต้องขยับเป็น Enterprise เพื่อเพิ่มการอนุมัติเวลา
การอนุมัติมีผลมากกว่าการเห็นยอดรวมในรายงาน เมื่อมีคนบันทึกเวลาผิดโครงการหรือใส่ชั่วโมงย้อนหลัง ผู้จัดการต้องแยกรายการที่พร้อมเรียกเก็บเงินออกจากรายการที่ยังต้องแก้ Clockify Standard มีบทบาทผู้จัดการและการล็อกเวลาหลังอนุมัติ จึงเหมาะกับทีมที่ต้องรักษาข้อมูลชั่วโมงให้คงที่ก่อนสร้างบิล Harvest Enterprise เพิ่มการอนุมัติเพื่อให้ผู้รับผิดชอบตรวจชั่วโมงก่อนเรียกเก็บเช่นกัน ส่วนการตรวจรายงานด้วยสายตาใน Teams เป็นขั้นตอนที่ทีมกำหนดเอง
ค่าใช้จ่ายที่ต้องเรียกคืนจากลูกค้าเป็นอีกตัวเปลี่ยนแผน Harvest รวมการบันทึกค่าใช้จ่ายไว้ตั้งแต่ Free และสามารถนำค่าใช้จ่ายไปออกใบแจ้งหนี้ได้ Clockify ให้สร้างใบแจ้งหนี้ใน Standard แต่ฟีเจอร์บันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมหลักฐานอยู่ใน Pro ซึ่งมีราคา 7.99/9.99 ดอลลาร์ต่อที่นั่งต่อเดือนตามรอบชำระที่ใช้ข้างต้น หากทีมต้องนำทั้งชั่วโมงและค่าเดินทางหรือค่าใช้จ่ายอื่นเข้าใบแจ้งหนี้จากระบบเดียว การเทียบ Harvest กับ Clockify Standard จะขาดต้นทุนฟีเจอร์ที่ต้องใช้จริง
เมื่อคำนวณ Clockify Pro ด้วยสมมติฐานจำนวนที่นั่งเดิม ทีม 5 คนจะมีค่าสมาชิกฐาน 39.95/49.95 ดอลลาร์ต่อเดือน และทีม 10 คนอยู่ที่ 79.90/99.90 ดอลลาร์ การขยับจาก Standard เป็น Pro จึงเพิ่มต้นทุนฐานตามจำนวนคน แม้จำนวนรายการค่าใช้จ่ายจะน้อยก็ตาม ในทางกลับกัน Harvest ให้ฟีเจอร์ค่าใช้จ่ายในแผนที่ต่ำกว่า แต่ยอดรวมอาจเพิ่มตามการใช้ฟีเจอร์และปริมาณข้อมูล การตัดสินใจควรผูกกับชนิดของรายการที่ต้องส่งให้ลูกค้า ไม่ใช่จำนวนผู้จับเวลาอย่างเดียว
ค่าบริการตามการใช้งานเปลี่ยนคำตอบเมื่อใด
Harvest แสดงราคา Teams และ Enterprise เป็นราคาเริ่มต้นต่อที่นั่ง และระบุว่าปริมาณใบแจ้งหนี้ โครงการ ลูกค้า และงานที่เพิ่มขึ้นอาจถูกคิดค่าบริการตามการใช้งาน หน้าราคาสาธารณะไม่ได้ให้ตัวเลขเดียวที่นำไปคำนวณยอดรวมสำหรับทุกทีมได้ ดังนั้นราคา 45 หรือ 90 ดอลลาร์ในตัวอย่าง Teams จึงเป็นพื้นฐานก่อนส่วนเพิ่ม ทีมที่มีคนไม่มากแต่เปิดโครงการแยกให้ลูกค้าจำนวนมากอาจมีรูปแบบค่าใช้จ่ายต่างจากทีมขนาดเดียวกันที่ทำงานกับลูกค้าไม่กี่ราย
หน่วยที่ควรดูแยกจากจำนวนที่นั่งคือใบแจ้งหนี้ที่สร้างในรอบหนึ่ง จำนวนโครงการที่ยังใช้งาน จำนวนลูกค้า และงานที่ใช้แบ่งเวลาภายในโครงการ ตัวอย่างแบบสมมติ ทีมบริการที่มีสมาชิกเท่ากันอาจออกบิลรวมให้ลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ฉบับ หรือออกบิลแยกตามโครงการจำนวนมาก ต้นทุนฐานต่อที่นั่งเท่ากัน แต่ส่วนที่ขึ้นกับการใช้งานของ Harvest อาจไม่เท่ากัน ความแตกต่างนี้ไม่ควรถูกแทนด้วยอัตราเสริมที่ไม่ได้เผยแพร่เป็นเงื่อนไขทั่วไป
ข้อจำกัดของแผนฟรีก็สัมพันธ์กับปริมาณงาน ไม่ใช่แค่ขนาดทีม Harvest Free มีเพดานโครงการที่ทำให้ฟรีแลนซ์ซึ่งรับงานย่อยหลายชิ้นต้องพิจารณาอัปเกรดเร็วกว่าอีกคนที่ทำโครงการยาวเพียงไม่กี่งาน Clockify Free เปิดโครงการได้ไม่จำกัด แต่เมื่อต้องกำหนดอัตรา อนุมัติชั่วโมง หรือสร้างใบแจ้งหนี้ก็ต้องใช้แผนชำระเงิน ความหมายของคำว่าใช้ฟรีจึงขึ้นกับว่าการทำงานหยุดที่การบันทึกเวลา หรือดำเนินต่อไปจนได้เงินจากลูกค้า
การขอประเมินค่าใช้จ่ายของ Harvest ควรใช้ปริมาณในเดือนที่งานหนาแน่น ไม่ใช่เดือนเฉลี่ยที่มีลูกค้าและบิลน้อย เพราะส่วนเพิ่มตามการใช้งานอาจเกิดตรงช่วงที่ทีมต้องส่งบิลมากที่สุด ขณะเดียวกัน Clockify ที่คิดค่าที่นั่งตามระดับแผนก็อาจต้องยกระดับทั้งทีมเพื่อใช้ฟีเจอร์ค่าใช้จ่ายหรือการจัดการที่สูงขึ้น ทั้งสองกรณีเป็นเหตุให้ราคาต่อคนเพียงค่าเดียวตอบคำถามเรื่องต้นทุนรวมไม่ได้
ข้อมูลใดไปถึงระบบบัญชี
ถ้าทีมต้องการให้ QuickBooks Online เป็นจุดสร้างใบแจ้งหนี้หลัก เส้นทางของ Clockify คือส่งรายการเวลาที่คิดเงินได้เข้าไปก่อน คู่มือเชื่อม QuickBooks ของ Clockify ระบุว่าการเชื่อมใน Standard ขึ้นไปรองรับ QuickBooks Online ระดับ Essentials, Plus หรือ Advanced จากนั้นผู้ใช้จึงสร้างใบแจ้งหนี้ใน QuickBooks จากรายการเวลาที่ส่งไป การเชื่อมแบบปกติใช้ไม่ได้กับบัญชี QuickBooks ที่เปิด Payroll และมีเงื่อนไขแยกสำหรับส่วนเสริมแบบชำระเงิน
ก่อนส่งเวลา ผู้ใช้และลูกค้าต้องจับคู่ชื่อในสองระบบให้ตรงกัน รายการที่ส่งต้องผูกโครงการและถูกระบุว่าคิดเงินได้ หากแก้ชั่วโมงใน Clockify หลังส่งแล้ว QuickBooks จะไม่เปลี่ยนตามอัตโนมัติ งานตรวจความถูกต้องจึงควรเกิดก่อนกดส่ง ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายบัญชีพบความคลาดเคลื่อนตอนสร้างบิล ทีมที่ใช้ QuickBooks แบบอื่นหรือกำหนดผู้รับเหมาเป็นผู้ขายแทนพนักงานควรตรวจเงื่อนไขการจับคู่ข้อมูลเป็นพิเศษ
Harvest ใช้เส้นทางอีกแบบ: สร้างใบแจ้งหนี้ใน Harvest แล้วคัดลอกใบแจ้งหนี้ไป Xero หรือ QuickBooks Online คำอธิบายการเชื่อมบัญชีของ Harvest ระบุว่ารายการเวลาและค่าใช้จ่ายไม่ได้ส่งแยกโดยตรง แต่ปรากฏเป็นบรรทัดในใบแจ้งหนี้ที่คัดลอกไป และสามารถคัดลอกข้อมูลการชำระเงินได้ตามการตั้งค่า ทีมจึงต้องเลือกระหว่างการส่งชั่วโมงไปสร้างบิลในระบบบัญชี กับการทำบิลให้เสร็จใน Harvest ก่อนส่งสำเนา
การคัดลอกใบแจ้งหนี้ไม่ใช่การซิงก์ทุกการแก้ไข หากเปลี่ยนหรือยกเลิกใบแจ้งหนี้ใน Harvest หลังคัดลอกแล้ว รายการในระบบบัญชีจะไม่ปรับตามเอง และเอกสารแนบของใบแจ้งหนี้ก็ไม่ถูกคัดลอก ข้อจำกัดนี้สำคัญกับทีมที่มีการแก้บิลหลังส่งให้ลูกค้า เพราะต้องกำหนดว่าระบบใดเป็นข้อมูลหลักและใครรับผิดชอบแก้รายการอีกฝั่งหนึ่ง มิฉะนั้นยอดในสองระบบอาจไม่ตรงกันแม้การเชื่อมต่อยังทำงานอยู่
สำหรับกิจการในไทย ชื่อของระบบบัญชีที่เชื่อมได้ควรถูกแยกจากคำถามว่าเอกสารและข้อมูลที่ส่งออกเข้ากับขั้นตอนบัญชีของกิจการหรือไม่ หากสำนักงานบัญชีใช้ระบบอื่น ทีมอาจยังต้องส่งออกข้อมูลหรือจัดทำเอกสารเพิ่มเติม โดยเฉพาะรายละเอียดสกุลเงิน ภาษี และหลักฐานค่าใช้จ่าย ค่าแรงในการตรวจและย้ายข้อมูลส่วนนั้นอาจทำให้แผนที่มีค่าที่นั่งถูกกว่ากลายเป็นทางเลือกที่แพงกว่าในงานเรียกเก็บเงินจริง
อ่านเพิ่มเติม:
บทความที่เกี่ยวข้อง


ClickUp หรือ Asana: ทีมเล็กจ่ายน้อยกว่าได้ แต่ต้องนับเวลาตั้งระบบ

DocuSign หรือ PandaDoc: ส่งสัญญาเกิน 100 ฉบับ คำตอบอาจพลิก

FlowAccount หรือ PEAK: ราคาถูกกว่าอาจแพ้เมื่อทีมและสต็อกเริ่มโต

MailerLite หรือ Kit: ฟรี 10,000 คนอาจแพ้เมื่อเริ่มทำ Automation

Google Workspace หรือ Microsoft 365: AI ที่แถมมาอาจไม่ใช่ตัวที่ทีมต้องใช้
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ