
Linear หรือ Jira: ราคาต่อที่นั่งถูกกว่าอาจแพ้ต้นทุนการตั้งค่าระบบ

ทีมพัฒนาที่ใช้กระบวนการร่วมกันและต้องการลดงานตั้งค่าอาจเหมาะกับ Linear ส่วนทีมที่ต้องกำหนดขั้นอนุมัติและจัดการงานซึ่งพึ่งพากันข้ามโครงการควรพิจารณา Jira ในแผนที่รองรับความต้องการนั้น การเลือกต้องเริ่มจากแผนที่ใช้งานได้จริง แล้วรวมค่าสมาชิก ค่ายืนยันตัวตน เวลาผู้ดูแล และค่าย้ายข้อมูล ราคาต่อที่นั่งที่ต่ำกว่าจึงอาจกลายเป็นทางเลือกที่แพงกว่าได้ หากต้องใช้เวลาเพิ่มเติมกับการตั้งค่าและดูแลกระบวนการ
สำหรับทีมขนาดเล็ก แผนฟรีของทั้งสองผลิตภัณฑ์อาจเพียงพอ แต่ข้อจำกัดต่างกันชัดเจน ทีมที่โตขึ้นต้องดูจำนวนทีมและปริมาณ issue ใน Linear พร้อมกับจำนวนผู้ใช้และความสามารถด้านการวางแผนใน Jira หากองค์กรบังคับใช้ SAML SSO การเทียบราคาแผนทั่วไปจะตอบคำถามเรื่องงบไม่ได้ เพราะ Linear ต้องขอราคา Enterprise ขณะที่ Jira อาจมีค่า Atlassian Guard เพิ่ม
ค่าสมาชิกของทีมตัวอย่างต่างกันเท่าไร
หน้าราคา Linear ระบุ Basic ที่ 10 ดอลลาร์และ Business ที่ 16 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือนเมื่อชำระรายปี; Free รับสมาชิกได้ไม่จำกัด แต่จำกัดที่ 2 ทีมและ 250 issues ส่วน Basic รองรับ 5 ทีมและ issues ไม่จำกัด และ Business รองรับทีมได้ไม่จำกัด สำหรับ Enterprise ต้องติดต่อฝ่ายขายเพื่อขอราคา แผนที่ต้องซื้อจึงขึ้นกับโครงสร้างทีมและข้อกำหนดด้านการเข้าถึง ไม่ใช่จำนวนสมาชิกเพียงอย่างเดียว
หน้าราคา Jira แสดง Standard ที่ 8.48 ดอลลาร์และ Premium ที่ 15.56 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือนในรอบชำระรายเดือน ขณะที่ Free รองรับไม่เกิน 10 ผู้ใช้ มีพื้นที่ 2 GB และสร้างโครงการกับรายการงานได้ไม่จำกัด Premium เพิ่มการวางแผนข้ามทีม การจัดการงานที่พึ่งพากัน ขั้นอนุมัติที่ปรับแต่งได้ และ SLA ความพร้อมใช้งาน 99.9% ราคาของ Linear กับ Jira ในที่นี้ใช้รอบบิลต่างกัน จึงเป็นตัวเลขเพื่อเทียบขนาดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ใบเสนอราคาที่เทียบกันตรง ๆ
ตัวอย่างต่อไปนี้สมมติว่าทุกคนต้องมีที่นั่งแบบชำระเงิน และคูณจำนวนคนกับราคาแผนที่แสดง ค่า Linear คือมูลค่าต่อเดือนของสัญญาชำระรายปี ส่วนค่า Jira ใช้อัตรารายเดือน ตัวเลขยังไม่รวมภาษี อัตราแลกเปลี่ยน ส่วนลด หรือค่าเครื่องมือเสริม การซื้อ Jira แบบรายปีและการซื้อสำหรับจำนวนผู้ใช้มากขึ้นอาจได้ราคาอีกแบบ จึงควรใช้เครื่องคำนวณของผู้ขายสำหรับงบจัดซื้อจริง
- ทีม 10 คน: Linear Basic เท่ากับ 100 ดอลลาร์ต่อเดือน และ Business เท่ากับ 160 ดอลลาร์; Jira Standard เท่ากับ 84.80 ดอลลาร์ และ Premium เท่ากับ 155.60 ดอลลาร์ หากข้อจำกัดด้านจำนวนคน ทีม และ issue ยังรับได้ แผนฟรีอาจทำให้ค่าสมาชิกเป็นศูนย์
- ทีม 25 คน: Linear Basic เท่ากับ 250 ดอลลาร์ต่อเดือน และ Business เท่ากับ 400 ดอลลาร์; Jira Standard เท่ากับ 212 ดอลลาร์ และ Premium เท่ากับ 389 ดอลลาร์ ทีมที่ต้องวางแผนงานข้ามโครงการใน Jira ควรใช้ Premium เป็นฐานเปรียบเทียบ แทนการใช้ Standard เพียงเพราะราคาแสดงต่ำกว่า
- ทีม 100 คน: Linear Basic เท่ากับ 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน และ Business เท่ากับ 1,600 ดอลลาร์; Jira Standard เท่ากับ 848 ดอลลาร์ และ Premium เท่ากับ 1,556 ดอลลาร์ หากทีมใน Linear เกินเพดานของ Basic ก็ต้องเปลี่ยนฐานคำนวณเป็น Business แม้จำนวนผู้ใช้ไม่เปลี่ยน
ความต่างของราคาแผนไม่ได้บอกว่าความต่างของต้นทุนรวมจะเท่ากัน ตัวอย่างเชิงสมมติ ทีม 25 คนที่เข้าเงื่อนไข Linear Basic และ Jira Standard เห็นส่วนต่างค่าสมาชิก 38 ดอลลาร์ต่อเดือนตามอัตราข้างต้น หากทางเลือกที่ถูกกว่าต้องใช้เวลาผู้ดูแลเพิ่มและเวลานั้นมีมูลค่ามากกว่า 38 ดอลลาร์ ความได้เปรียบด้านค่าสมาชิกก็หายไป การคำนวณนี้ใช้เพื่อแสดงจุดคุ้มทุนเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า Jira ต้องใช้เวลาผู้ดูแลมากกว่าในทุกองค์กร
Automation ต้องนับหน่วยให้ตรงกัน
โควตา automation บนหน้าราคา Jira ใช้หน่วยเป็นขั้นตอนที่ทำงานจริง: Free ให้ 150 ขั้นตอนต่อการสมัครสมาชิกต่อเดือน Standard ให้ 400 ขั้นตอนต่อผู้ใช้ต่อเดือน และ Premium ให้ 750 ขั้นตอนต่อผู้ใช้ต่อเดือน จำนวนดังกล่าวไม่ใช่จำนวนกฎหรือจำนวน issue ที่จัดการได้ หนึ่ง flow อาจใช้หลายขั้นตอนเมื่อมี trigger เงื่อนไข การกระทำ และการแยกทางตามสถานะงาน
คำอธิบายการนับ automation ของ Atlassian ระบุว่าโควตาขั้นตอนถูกรวมในระดับองค์กรจากผลิตภัณฑ์ Atlassian ที่สมัครใช้ และรีเซ็ตทุกเดือน โดยการเรียกเก็บเงินสำหรับส่วนที่ใช้เกินจะเริ่มวันที่ 3 ธันวาคม 2026 ดังนั้นทีมที่ใช้ Jira ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นต้องมองการใช้งานรวมขององค์กร ขณะที่ก่อนวันเริ่มเรียกเก็บเงินดังกล่าว ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายส่วนเกินในอนาคตไปแสดงเป็นบิลที่เกิดขึ้นแล้ว
Linear ไม่แสดงโควตา automation บนหน้าราคาเป็นหน่วยขั้นตอนแบบเดียวกับ Jira การเทียบจำนวนกฎ การเชื่อมต่อ หรือขั้นตอนระหว่างสองระบบโดยตรงจึงทำให้เข้าใจผิดได้ ประเด็นที่มีผลต่องบมากกว่าคือกระบวนการที่จำเป็น เช่น การรับ bug การเปลี่ยนสถานะหลังส่งโค้ด และการแจ้งอีกทีมเมื่อมีงานค้าง ต้องใช้ความสามารถในแผนใด รวมถึงใครจะดูแลเมื่อเงื่อนไขเหล่านั้นเปลี่ยน
งานอัตโนมัติที่มีหลายเงื่อนไขยังมีต้นทุนในการทดสอบและแก้ไข แม้จำนวนครั้งที่รันจะอยู่ภายในโควตา หากแต่ละโครงการใช้กฎคนละชุด ผู้ดูแลต้องติดตามผลของการเปลี่ยนกฎต่อทุกทีมด้วย สำหรับทีมที่ใช้ขั้นตอนร่วมกัน การลดจำนวนรูปแบบของ workflow อาจลดงานดูแลได้มากกว่าการขยับไปยังแผนที่ให้โควตาสูงขึ้น
SSO ทำให้ฐานราคาที่ควรเทียบเปลี่ยนไป

Linear ระบุ SAML SSO และ SCIM ในแผน Enterprise ซึ่งคิดราคาแบบติดต่อฝ่ายขาย ส่วน Jira Standard หรือ Premium สามารถใช้ Atlassian Guard Standard สำหรับการบังคับ SSO และจัดการวงจรบัญชีผู้ใช้ผ่าน SCIM ได้ ราคา Atlassian Guard Standard แสดง 4.35 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือนในรอบรายเดือน และอธิบายว่าผู้ใช้แผนฟรีที่อยู่ภายใต้การจัดการขององค์กรก็อาจถูกนับเป็นผู้ใช้ที่ต้องชำระเงินด้วย
ถ้าสมมติว่าผู้ใช้ Jira ทุกคนในทีมต้องจ่าย Guard เพิ่ม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เท่ากับ 43.50 ดอลลาร์สำหรับ 10 คน, 108.75 ดอลลาร์สำหรับ 25 คน และ 435 ดอลลาร์สำหรับ 100 คนต่อเดือน เมื่อบวกกับ Jira Standard ตามตัวอย่างก่อนหน้า ยอดสมมติจะเป็น 128.30, 320.75 และ 1,283 ดอลลาร์ต่อเดือนตามลำดับ หากใช้ Jira Premium ยอดสมมติจะเป็น 199.10, 497.75 และ 1,991 ดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ยังใช้รอบรายเดือนของ Jira และ Guard จึงไม่ใช่ราคาคู่เทียบแบบรอบบิลเดียวกับ Linear
Guard คิดกับบัญชีที่เข้าเกณฑ์ภายใต้องค์กร และการใช้ผลิตภัณฑ์ Atlassian หลายตัวไม่ได้แปลว่าต้องคิดค่า Guard ซ้ำสำหรับบัญชีเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ผู้ใช้ที่เข้าแผน Enterprise ซึ่งรวม Guard Standard แล้วไม่ควรถูกบวกค่า Guard อีกครั้ง ส่วน Linear Enterprise ยังไม่มีราคาสาธารณะให้คูณจำนวนที่นั่ง ทีมที่บังคับใช้ SAML จึงต้องนำใบเสนอราคามาเทียบกับยอด Jira ที่คิดจากบัญชีซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองจริง
งานข้ามทีมและ workflow ต้องใช้แผนใด
Linear จัดงานด้วย issues, projects, cycles และ initiatives จึงให้ทีมติดตามงานประจำและงานระดับโครงการในโครงสร้างเดียวกันได้ จุดเปลี่ยนของแผนอยู่ที่จำนวนทีมและรูปแบบการจัดองค์กร: Basic มีเพดานจำนวนทีม ส่วน Business เปิดให้สร้างทีมได้ไม่จำกัดและมีทีมส่วนตัวกับบัญชีผู้เยี่ยมชม ทีมที่มีหลายสายผลิตภัณฑ์อาจต้องใช้ Business เพราะโครงสร้างการทำงาน แม้จำนวนคนยังทำให้ Basic ดูประหยัดกว่า
Jira Standard เหมาะเป็นฐานคำนวณเมื่อทีมต้องการติดตามงาน กำหนดบทบาท และจัดการสิทธิ์ในโครงการ ส่วนการวางแผนงานที่พึ่งพากันระหว่างหลายทีม รวมถึงขั้นอนุมัติที่ปรับแต่งได้ อยู่ในรายการความสามารถของ Premium ทีมที่ต้องเห็นผลกระทบของความล่าช้าในโครงการหนึ่งต่ออีกโครงการจึงควรเทียบ Premium กับแผน Linear ที่รองรับโครงสร้างทีมของตน การใช้ Jira Standard เป็นตัวแทนราคาของงานลักษณะนี้จะทำให้ประเมินงบต่ำเกินไป
ความยืดหยุ่นของ workflow มีผลต่อภาระผู้ดูแลด้วย Jira เปิดให้ทีมออกแบบสถานะและเงื่อนไขการเปลี่ยนงานได้ละเอียดกว่าโครงสร้างมาตรฐานที่หลายทีมใช้ร่วมกัน แต่ทุกสถานะ สิทธิ์ และกฎที่เพิ่มขึ้นต้องมีเจ้าของดูแลเมื่อกระบวนการเปลี่ยน Linear เองก็ปรับสถานะงานระดับทีมได้ จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นเครื่องมือที่ตั้งค่าไม่ได้ คำถามที่ชี้การเลือกคือองค์กรจำเป็นต้องคงกระบวนการเฉพาะของแต่ละทีมไว้เพียงใด และใครรับผิดชอบความซับซ้อนนั้น
หากทีมผลิตภัณฑ์ วิศวกรรม และฝ่ายรับคำขอใช้สถานะร่วมกันได้ การจัดงานให้สอดคล้องกันอาจลดเวลาประสานงาน แต่ถ้ามีขั้นอนุมัติที่เปลี่ยนตามประเภทงานหรือผู้รับผิดชอบ การบังคับทุกทีมให้ใช้รูปแบบเดียวอาจย้ายภาระออกจากระบบไปอยู่ในข้อความและการติดตามด้วยคน ต้นทุนที่ควรเทียบจึงรวมทั้งเวลาตั้งค่าในเครื่องมือและเวลาที่เสียไปเมื่อเครื่องมือไม่รองรับวิธีทำงานที่จำเป็น
การย้ายข้อมูลสร้างงานที่ราคาแผนไม่แสดง

การเปลี่ยนจาก Jira มา Linear มีทั้งการนำเข้าครั้งเดียวและการซิงก์ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน คู่มือย้ายงานจาก Jira ของ Linear ระบุว่าการนำเข้าครอบคลุมโครงการ issues และความสัมพันธ์ของงานได้กว้างกว่าการซิงก์ แต่สิทธิ์และบทบาทผู้ใช้ไม่ย้ายตาม ฟิลด์กำหนดเองต้องพิจารณาแปลงเป็น labels และบอร์ดต้องสร้างใหม่ งานนำเข้าจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเวลาย้ายระบบ
การจับคู่ผู้ใช้ยังอาศัยอีเมลและบัญชี Linear ที่พร้อมใช้งาน ขณะที่สถานะงานต้องเตรียมให้สอดคล้องก่อนนำเข้า หากทีมเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในฟิลด์กำหนดเอง การย้ายมาเป็น labels อาจเปลี่ยนวิธีกรองงานและทำรายงาน ผู้ดูแลกับเจ้าของกระบวนการจึงต้องตัดสินว่าข้อมูลใดควรย้าย ข้อมูลใดควรเก็บไว้ในระบบเดิม และมุมมองใดต้องสร้างใหม่สำหรับการทำงานประจำ
การซิงก์ช่วยให้บางทีมทำงานต่อใน Jira ระหว่างที่อีกทีมเริ่มใช้ Linear แต่เพิ่มงานตรวจความตรงกันของข้อมูล โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของ issues และค่าที่ระบบทั้งสองจัดการต่างกัน ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยาวเกินจำเป็นอาจทำให้ต้องดูแลทั้งสองระบบพร้อมกัน การทดลองกับโครงการที่มีสถานะ สิทธิ์ และฟิลด์ใกล้เคียงงานจริงจะให้ฐานประมาณชั่วโมงย้ายข้อมูลที่น่าเชื่อถือกว่าการนับจำนวน issues อย่างเดียว
ต้นทุนรวมสามารถแยกเป็นค่าสมาชิกและระบบยืนยันตัวตนต่อเดือน บวกเวลาผู้ดูแลรายเดือน แล้วกระจายเวลาตั้งค่าและย้ายข้อมูลครั้งแรกตามช่วงที่คาดว่าจะใช้ระบบ หากทีมมี workflow ซับซ้อนอยู่แล้ว การคง Jira อาจหลีกเลี่ยงค่าย้ายได้ แต่ยังมีค่าดูแลกฎเดิมต่อไป หากกระบวนการลดความซับซ้อนลงได้ การย้ายมา Linear อาจคุ้มในระยะยาว แม้มีค่าเริ่มต้นสูงกว่า ทั้งสองข้อเป็นผลลัพธ์ที่ต้องคำนวณจากชั่วโมงและต้นทุนแรงงานขององค์กรเอง
เลือกตามเงื่อนไขที่ตัดออกไม่ได้
ลำดับตัดสินใจสำหรับทีมตั้งแต่ 5 ถึง 100 คนเริ่มจากข้อกำหนดด้านการเข้าถึง ตามด้วย workflow และการวางแผนข้ามทีม แล้วจึงเทียบต้นทุนรวมของแผนที่ผ่านเงื่อนไข การเรียงลำดับนี้ป้องกันการเลือกแผนราคาต่ำที่ต้องอัปเกรดทันทีหลังเริ่มใช้งาน
- ถ้าบังคับ SAML SSO ให้ใช้ใบเสนอราคา Linear Enterprise เป็นฝั่งหนึ่ง และใช้ Jira พร้อม Guard Standard หรือแผน Jira ที่รวม Guard แล้วเป็นอีกฝั่งหนึ่ง คิดจำนวนบัญชีที่ต้องชำระเงินจริงก่อนเปรียบเทียบ
- ถ้าต้องมีขั้นอนุมัติและกฎเฉพาะหลายแบบ ให้เริ่มประเมิน Jira Premium พร้อมเวลาผู้ดูแล หากทีมใช้สถานะและรูปแบบงานร่วมกันได้ ให้ประเมิน Linear ตามจำนวนทีมและสิทธิ์ที่ต้องการ
- ถ้าต้องวางแผนงานที่พึ่งพากันข้ามโครงการ ให้เทียบวิธีจัด projects และ initiatives ของ Linear กับความสามารถวางแผนข้ามทีมของ Jira Premium โดยดูว่าทีมต้องติดตามความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแผนละเอียดเพียงใด
- ถ้ายังไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ ทีมเล็กอาจเริ่มจากข้อจำกัดของแผนฟรี ทีมที่เกินเพดานแผนฟรีจึงค่อยเทียบ Linear Basic กับ Jira Standard พร้อมชั่วโมงตั้งค่าและดูแลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ตัวเลือกที่คุ้มที่สุดจึงเป็นแผนที่รองรับกระบวนการจำเป็นด้วยต้นทุนรวมต่ำกว่าในช่วงเวลาที่องค์กรจะใช้ระบบ ทีมที่ต้องรักษากฎเฉพาะและงานข้ามโครงการจำนวนมากอาจยอมจ่ายเพื่อความสามารถของ Jira Premium ส่วนทีมที่ลดความแตกต่างของ workflow และงานดูแลได้อาจพบว่า Linear คุ้มกว่า แม้ราคาต่อที่นั่งบนหน้าราคาสูงกว่าในบางคู่แผน
อ่านเพิ่มเติม:
บทความที่เกี่ยวข้อง


Radware เปิดศูนย์ Cloud Security ในไทย ลดระยะทางข้อมูลสู่องค์กร

Windows 11 24H2 Home และ Pro หยุดรับอัปเดต—KB5127648 คือรอบสุดท้าย

Resend หรือ Postmark: ส่ง 100,000 ฉบับ ราคาห่าง 80 ดอลลาร์

Plausible หรือ Fathom: เว็บเดียวเริ่มถูกกว่า แต่ 50 เว็บทำคำตอบพลิก

Cloudflare D1 หรือ Turso: อ่านฟรีมากกว่า ไม่ได้แปลว่าย้ายระบบง่ายกว่า
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ