
Dashlane หรือ Keeper: ราคาหน้าแรกยังไม่รวมฟีเจอร์ป้องกันที่ต้องซื้อเพิ่ม

ถ้าต้องการคลังรหัสผ่านพร้อมการเฝ้าระวังข้อมูลรั่วไหลในแผนส่วนบุคคล Dashlane ให้ฟีเจอร์นี้รวมมาแล้ว ส่วน Keeper ให้เลือกซื้อ BreachWatch เพิ่ม รายการของ Dashlane ใน App Store ไทย แสดง Premium แบบ 1 ปีราคา 1,990 บาท และ Premium Family ราคา 2,990 บาท พร้อมระบุว่าการแจ้งเตือนข้อมูลรั่วไหลเป็นฟีเจอร์ของแผนที่ต้องสมัครสมาชิก ราคาที่เห็นจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับเปรียบเทียบช่องทางนี้ ไม่ใช่ยอดต่ออายุที่รับประกันสำหรับทุกบัญชี
รายการของ Keeper ใน App Store ไทย แสดง Unlimited ราคา 1,490 บาท Family ราคา 3,490 บาท ชุด Password Manager + BreachWatch ราคา 2,490 บาท และ BreachWatch แยกต่างหากราคา 999 บาท สำหรับคนเดียว Keeper เริ่มด้วยค่าคลังที่ต่ำกว่า แต่เมื่อเพิ่มการเฝ้าระวัง ส่วนต่างจาก Dashlane เปลี่ยนทิศทาง สำหรับครอบครัวและทีม คำตอบยังขึ้นกับจำนวนบัญชี พื้นที่ไฟล์ และสิทธิ์จัดการผู้ใช้ที่ต้องใช้จริง
คนเดียว: คิดราคาคลังและการเฝ้าระวังแยกกัน
Dashlane Premium เหมาะกับผู้ที่ต้องการเก็บและกรอกรหัสผ่าน พร้อมรับการแจ้งเตือนเมื่อข้อมูลเข้าสู่ระบบปรากฏในข้อมูลรั่วไหลโดยไม่ซื้อโมดูลตรวจสอบอีกชิ้น ฟีเจอร์ในแผนยังครอบคลุมการจัดการพาสคีย์ การแชร์ข้อมูลอย่างปลอดภัย การเตือนความเสี่ยงฟิชชิง และการเก็บไฟล์เข้ารหัสใน Secure Notes ความคุ้มค่าจึงขึ้นกับว่าผู้ใช้ต้องการฟังก์ชันเหล่านี้มากเพียงใด ไม่ได้ตัดสินจากค่าคลังรหัสผ่านอย่างเดียว
Keeper Unlimited ตอบโจทย์อีกแบบ: จ่ายค่าคลังเป็นหลัก แล้วเพิ่มบริการที่ใช้จริง หากต้องการ BreachWatch ราคาชุดที่แสดงคือ 2,490 บาท ขณะที่การบวกรายการ Unlimited กับ BreachWatch แยกกันให้ผล 2,489 บาท ความต่าง 1 บาทไม่ได้บอกว่าชุดใดจะเป็นตัวเลือกในขั้นชำระเงินของทุกบัญชี จึงควรใช้งบตามรายการที่เลือกได้จริง แทนการถือว่าราคาส่วนเสริมทุกชิ้นนำมาบวกกันได้เสมอ
พื้นที่เก็บไฟล์ทำให้การเปรียบเทียบเปลี่ยนอีกครั้ง รายการซื้อในแอปของ Keeper แสดง Secure File Storage ขนาด 10 GB ราคา 499 บาท หากคิดเป็นตัวอย่างจากค่าคลังกับพื้นที่ไฟล์ ยอดรวมคือ 1,989 บาท; ถ้าเพิ่ม BreachWatch แยกด้วย ยอดตามรายการจะเป็น 2,988 บาท ตัวเลขสองยอดนี้เป็นเพียงผลบวกของราคาที่แสดง ยังไม่ยืนยันว่าระยะเวลาของแต่ละรายการตรงกันหรือมีชุดรวมที่จ่ายน้อยกว่าในบัญชีของผู้ซื้อ
การแจ้งเตือนข้อมูลรั่วไหลมีหน้าที่ต่างจากการเข้ารหัสคลังรหัสผ่าน คลังช่วยเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบและกรอกในเว็บไซต์หรือแอป ส่วนการเฝ้าระวังตรวจหาสัญญาณว่าข้อมูลบางส่วนเคยปรากฏในชุดข้อมูลที่รั่วไหล ผู้ที่ต้องการเพียงคลังและการกรอกอัตโนมัติอาจไม่จำเป็นต้องซื้อ BreachWatch แต่ผู้ที่ตั้งใจใช้การแจ้งเตือนควรนำราคาส่วนนั้นเข้าไปในงบตั้งแต่ต้น
ครอบครัวห้าคน: ดูคลังส่วนตัวและพื้นที่ไฟล์

สำหรับครอบครัวห้าคน ค่าแผนครอบครัวของ Dashlane ที่แสดงใน App Store ต่ำกว่ารายการ Family ของ Keeper แต่สิ่งที่ได้ต่างกัน Dashlane Friends & Family รองรับสมาชิกได้มากกว่าครอบครัวตัวอย่างนี้ สมาชิกแต่ละคนมีบัญชีและคลังส่วนตัว จึงไม่ต้องนำรหัสผ่านทั้งหมดไปรวมในบัญชีของผู้จ่ายคนเดียว การแชร์รหัสผ่านเป็นการเลือกแชร์รายการที่ต้องใช้ร่วมกัน ไม่ใช่การเปิดคลังส่วนตัวทั้งหมดให้สมาชิกคนอื่น
รายละเอียด Keeper Personal และ Family ระบุว่า Family มีคลังส่วนตัว 5 ชุดและพื้นที่ไฟล์ปลอดภัย 10 GB รวมอยู่แล้ว ส่วน BreachWatch อยู่ในหมวดส่วนเสริมของทั้งแผนบุคคลและครอบครัว ข้อนี้สำคัญเพราะไม่ควรนำค่าพื้นที่ไฟล์ของบัญชีบุคคลไปบวกซ้ำกับ Family ขณะเดียวกันก็ไม่ควรสมมติว่าราคา BreachWatch สำหรับบุคคลครอบคลุมสมาชิกทุกคนในบ้าน
หากใช้ราคาที่แสดงเป็นงบของรอบปี ครอบครัวตัวอย่างจะเห็นฐาน Dashlane ที่ 2,990 บาท และ Keeper ที่ 3,490 บาท แต่รายการ Family ใน App Store ไม่ได้บอกรายละเอียดราคาต่ออายุเฉพาะบัญชีในรายการสาธารณะ ยอดรายปีที่ต้องจ่ายจริงจึงขึ้นกับระยะเวลาสมัครสมาชิกที่ปรากฏก่อนยืนยันการซื้อ ส่วนค่า BreachWatch สำหรับ Keeper Family ต้องอ่านจากตัวเลือกที่เสนอแก่บัญชีครอบครัวนั้นโดยตรงก่อนรวมเป็นงบทั้งบ้าน
ความต่างด้านพื้นที่ไฟล์มีผลกับบ้านที่เก็บเอกสารสำคัญร่วมกัน Keeper Family รวมความจุไฟล์ไว้ในแผน ส่วน Dashlane มีพื้นที่เอกสารเข้ารหัสใน Secure Notes แต่ปริมาณและวิธีใช้ควรเทียบกับไฟล์ที่จะเก็บจริง หากสมาชิกต้องการเพียงรหัสผ่านส่วนตัว การแชร์บัญชีบริการบางรายการ และการเตือนข้อมูลรั่วไหล ราคาแผนครอบครัวของ Dashlane ให้คำตอบที่ตรงกว่า หากพื้นที่ไฟล์เป็นความต้องการหลัก Keeper มีรายการรวมที่ชัดเจนกว่า
อีกเงื่อนไขคือสิทธิ์ของผู้จัดการแผนกับสมาชิกที่ได้รับเชิญ ฟีเจอร์บางอย่างของ Dashlane เช่น VPN มีข้อจำกัดตามบทบาทในแผนครอบครัว จึงไม่ควรตีความว่าทุกคนได้สิทธิ์ทุกอย่างเท่ากัน การเปรียบเทียบสำหรับบ้านหนึ่งหลังควรดูว่าคนใดต้องใช้ฟีเจอร์นั้นจริง มากกว่านับเพียงจำนวนบัญชีสูงสุดที่แผนรองรับ
ทีม 25 คน: ราคาเริ่มต้นใช้แทนสิทธิ์องค์กรไม่ได้

ทีม 25 คนต้องแยกงบคลังรหัสผ่านออกจากงบระบบลงชื่อเข้าใช้และตรวจความเสี่ยง รายละเอียดแผนธุรกิจของ Keeper ให้ราคาเริ่มต้น Business ที่ 4 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน และ Enterprise ที่ 6 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือนเมื่อชำระรายปี ส่วน Business Starter ราคาเริ่มต้น 2 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือนรองรับทีม 5–10 คน จึงใช้เป็นฐานคำนวณสำหรับทีม 25 คนไม่ได้
เมื่อนำอัตราเริ่มต้นมาคูณจำนวนสมาชิกและระยะเวลา ทีมตัวอย่างจะใช้งบ Keeper Business 1,200 ดอลลาร์ต่อปี หรือ Enterprise 1,800 ดอลลาร์ต่อปี ก่อนคิดส่วนเสริม ภาษี และเงื่อนไขใบเสนอราคา Business มีคลังสำหรับพนักงาน การแชร์ข้อมูล โฟลเดอร์ทีม และเครื่องมือผู้ดูแล ขณะที่ Enterprise เพิ่ม SSO และการจัดเตรียมบัญชีผ่าน SCIM ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับพนักงานเข้าและนำบัญชีออกจากระบบ
Keeper Business แยกการเฝ้าระวังข้อมูลรั่วไหลและพื้นที่เก็บไฟล์ปลอดภัยเป็นส่วนเสริมด้วย ดังนั้นงบ 1,200 ดอลลาร์เป็นค่าฐานสำหรับงานจัดการรหัสผ่าน ไม่ใช่ต้นทุนรวมของทีมที่ต้องการทุกชั้นการป้องกัน การเลือกระหว่าง Business กับ Enterprise จึงไม่ใช่เพียงการจ่ายเพิ่มเพื่อชื่อแผน หากทีมผูกบัญชีเข้ากับผู้ให้บริการตัวตนและต้องควบคุมการเปิดหรือปิดสิทธิ์ผ่านระบบกลาง สิทธิ์ดังกล่าวเป็นส่วนของการตัดสินใจตั้งแต่แรก
คำอธิบายแผน Omnix ของ Dashlane ระบุ Password Management ที่ 8 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน และ Credential Protection ที่ 4 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ส่วน Omnix Enterprise รวมสองผลิตภัณฑ์และใช้ราคาเฉพาะรายสำหรับองค์กรตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ผลคูณสำหรับทีม 25 คนจึงเป็น 2,400 ดอลลาร์ต่อปีสำหรับ Password Management และ 1,200 ดอลลาร์ต่อปีสำหรับ Credential Protection หากคิดแต่ละผลิตภัณฑ์ตามอัตราที่เผยแพร่
ตัวเลข 1,200 ดอลลาร์ของ Credential Protection ไม่ใช่ราคาคลังรหัสผ่านของ Dashlane ผลิตภัณฑ์นี้มุ่งตรวจและตอบสนองต่อความเสี่ยงของข้อมูลเข้าสู่ระบบ รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดนอกคลังที่องค์กรดูแล ส่วน Password Management ใช้เก็บ จัดการ และเข้าถึงข้อมูลเข้าสู่ระบบของพนักงาน ทีมที่ต้องใช้ทั้งสองงานไม่ควรนำราคาของผลิตภัณฑ์เดียวไปเรียกว่าราคาชุดรวม เพราะ Omnix Enterprise กำหนดราคาเป็นรายองค์กรและเกณฑ์จำนวนพนักงานที่เผยแพร่สูงกว่าทีมตัวอย่าง
สำหรับทีมนี้ Dashlane Password Management ให้ฐานราคาและสิทธิ์องค์กรที่ต่างจาก Keeper Business หากต้องการ SSO และการจัดการบัญชีอัตโนมัติ การเทียบกับ Keeper Enterprise จะตรงงานกว่า แต่ถ้าใช้เพียงคลังและการแชร์ข้อมูล Keeper Business มีฐานที่ต่ำกว่า การตัดสินใจควรแยกรายการตรวจความเสี่ยง พื้นที่ไฟล์ และการเชื่อมต่อระบบองค์กรออกจากราคาต่อผู้ใช้ เพื่อไม่ให้ค่าฐานที่ดูถูกกว่าบดบังบริการที่ทีมต้องซื้อเพิ่ม
ความปลอดภัย: คลังที่เข้ารหัสกับบริการตรวจความเสี่ยงเป็นคนละชั้น
Dashlane และ Keeper ต่างอธิบายการป้องกันคลังของตนด้วยแนวคิด zero-knowledge ซึ่งหมายถึงผู้ให้บริการไม่ได้อ่านข้อมูลที่ผู้ใช้เก็บในคลังได้ตามปกติ การออกแบบเช่นนี้ช่วยปกป้องข้อมูลที่จัดเก็บ แต่ไม่ได้ทำให้การตรวจข้อมูลรั่วไหล การเตือนเว็บฟิชชิง และการควบคุมสิทธิ์พนักงานกลายเป็นฟีเจอร์เดียวกัน การเทียบคำว่า «ปลอดภัย» แบบกว้าง ๆ จึงตอบคำถามเรื่องสิ่งที่รวมในค่าสมัครสมาชิกไม่ได้
สำหรับบุคคล ความต่างที่มองเห็นในราคาอยู่ที่ Dashlane รวมการเฝ้าระวังข้อมูลรั่วไหลในแผน Premium ขณะที่ Keeper วาง BreachWatch เป็นบริการเพิ่ม สำหรับองค์กร ความต่างอยู่ที่ขอบเขตการตรวจ: เครื่องมือจัดการรหัสผ่านดูแลข้อมูลที่อยู่ในคลัง ส่วนผลิตภัณฑ์ตรวจความเสี่ยงของ Dashlane มุ่งขยายการมองเห็นไปยังข้อมูลเข้าสู่ระบบที่พนักงานใช้นอกคลังด้วย การซื้อคลังให้ครบทุกคนจึงไม่เท่ากับซื้อความสามารถตรวจความเสี่ยงทุกประเภท
SSO และ SCIM แก้ปัญหาอีกด้านหนึ่ง SSO ช่วยให้พนักงานเข้าถึงบริการตามระบบตัวตนขององค์กร ส่วน SCIM ช่วยจัดเตรียมและถอนสิทธิ์บัญชีตามวงจรสมาชิกทีม ฟีเจอร์เหล่านี้สำคัญเมื่อทีมมีการย้ายหน้าที่หรือพนักงานออก เพราะผู้ดูแลต้องควบคุมสิทธิ์ได้เป็นระบบ ผู้ซื้อที่ต้องการเพียงแอปเก็บรหัสผ่านส่วนตัวไม่จำเป็นต้องนำราคาแผนองค์กรมาเป็นเกณฑ์ แต่ทีมที่ต้องใช้ระบบตัวตนกลางก็ไม่ควรตัดสินจากราคาแผนบุคคล
ราคาเปิดบัญชีกับราคาต่ออายุต้องแยกในงบ
รายการซื้อใน App Store เป็นราคาที่แสดงสำหรับช่องทางนั้น ณ เวลาที่ตรวจ ไม่ใช่สัญญาว่าราคาบนเว็บไซต์ ช่องทางอื่น หรือการต่ออายุในอนาคตจะเท่ากัน รายการของ Dashlane ยังมีชื่อ Legacy หลายรายการ ส่วน Keeper มีรายการที่ติดป้ายส่วนลดและชุดรวมหลายแบบ ชื่อที่คล้ายกันจึงอาจหมายถึงสิทธิ์หรือเงื่อนไขการซื้อคนละชุด การนำราคาต่ำสุดที่เห็นไปแทนค่าใช้จ่ายระยะยาวทำให้งบคลาดเคลื่อนได้
สำหรับคนเดียว งบเปิดบัญชีควรระบุว่าเลือกเพียงคลัง หรือเลือกคลังพร้อม BreachWatch และพื้นที่ไฟล์ สำหรับครอบครัว ให้แยกค่าฐานออกจากราคาการเฝ้าระวังที่ครอบคลุมสมาชิกตามที่ต้องการ สำหรับทีม ให้คำนวณจำนวนที่นั่ง ระดับแผนสำหรับ SSO และ SCIM แล้วจึงเพิ่มค่าบริการตรวจความเสี่ยงหรือพื้นที่ไฟล์ตามใบเสนอราคา วิธีแยกนี้ทำให้เห็นว่ารายการใดเป็นสิทธิ์ในแผนและรายการใดทำให้ยอดรวมสูงขึ้น
ราคาต่ออายุควรเป็นอีกยอดหนึ่งที่อ่านจากหน้าชำระเงินหรือข้อมูลสมาชิกของบัญชีที่จะซื้อจริง โดยเฉพาะเมื่อมีส่วนลดปีแรกหรือแผนเดิมที่ยังต่ออายุได้ ตัวเลขในบทเปรียบเทียบช่วยประมาณขนาดงบจากราคาที่เผยแพร่ ส่วนยอดที่ผูกพันผู้ซื้อคือราคา ระยะเวลา และรายการส่วนเสริมที่ปรากฏก่อนยืนยันการสมัครสมาชิก เมื่อแยกสองยอดนี้ออกจากกัน Dashlane จะเด่นสำหรับผู้ใช้ส่วนบุคคลที่ต้องการการเฝ้าระวังรวมในแผน ส่วน Keeper ยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มจากค่าคลังและเลือกจ่ายเฉพาะส่วนเสริมที่ใช้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง


Linear หรือ Jira: ราคาต่อที่นั่งถูกกว่าอาจแพ้ต้นทุนการตั้งค่าระบบ

ย้าย secret ออกจาก .env ใน Docker Compose แต่ไฟล์ต้นทางยังต้องป้องกัน

ConnectWise ปิดระบบสำรองข้อมูล—ผู้ดูแล Microsoft 365 ต้องตรวจ 7 แอป

Bitwarden หรือ KeePassXC: ซิงก์สะดวกแลกกับการดูแลคลังเอง

เช็กอีเมลรั่วด้วย Have I Been Pwned: ผลลัพธ์ครอบคลุมเฉพาะเหตุที่รู้แล้ว
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ