
Upwork หรือ Fiverr: งาน 1,000 ดอลลาร์อาจเหลือต่างกันถึง 150 ดอลลาร์

เกณฑ์ค่าธรรมเนียมของ Upwork ระบุอัตรา 0–15% ต่อสัญญาและแสดงอัตราก่อนฟรีแลนซ์ส่งข้อเสนอหรือรับข้อเสนอ ดังนั้นงานสมมติราคา 1,000 ดอลลาร์ที่ถูกคิด 5% จะเหลือ 950 ดอลลาร์หลังหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ส่วน หน้า Earnings ของ Fiverr ระบุว่าฟรีแลนซ์ได้รับ 80% ของยอดสั่งซื้อที่เสร็จสมบูรณ์: งานราคา 1,000 ดอลลาร์จึงเหลือ 800 ดอลลาร์ ห่างจากตัวอย่าง Upwork 150 ดอลลาร์ ก่อนค่าถอนเงิน ภาษี และการแปลงสกุลเงิน
ตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนตั้งราคาคือ อัตราของสัญญา Upwork งานนั้น ไม่ใช่อัตราเฉลี่ยของแพลตฟอร์ม เพราะแต่ละสัญญาอาจถูกคิดต่างกัน และอัตราจะถูกล็อกเมื่อส่งข้อเสนอ ข้อเสนอจากลูกค้า หรือสัญญาแล้ว สำหรับ Fiverr ให้คิดรายรับจากสัดส่วนที่ได้รับของยอดสั่งซื้อ โดยยอดดังกล่าวรวมบริการเสริมและทิปด้วย การเทียบต่อจากนี้สมมติว่าลูกค้าจ่ายราคางานเท่ากัน งานเสร็จและได้รับเงินเต็มจำนวน และยังไม่รวมค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้นฝั่งลูกค้า
งานราคาเท่ากัน เหลือเงินต่างกันเท่าไร

สูตรพื้นฐานคือราคางานคูณด้วยสัดส่วนที่ฟรีแลนซ์ได้รับ หากสัญญา Upwork มีค่าธรรมเนียม 10% เงินหลังหักส่วนแบ่งแพลตฟอร์มคือ 90% ของราคางาน; หากอัตราเป็น 15% ก็เหลือ 85% ฝั่ง Fiverr ใช้ 80% ของยอดสั่งซื้อที่เสร็จสมบูรณ์ การคำนวณนี้แสดงรายรับในหน่วยดอลลาร์ก่อนนำเงินออกจากแพลตฟอร์ม จึงยังไม่ใช่จำนวนเงินบาทที่จะเข้าบัญชีไทย
ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ราคางานสมมติสามระดับและอัตรา Upwork สามกรณี เพื่อให้เห็นว่ารายรับเปลี่ยนตามทั้งราคาและอัตราของสัญญา ทุกบรรทัดถือว่างานมีขอบเขตเดียวกันบนสองแพลตฟอร์ม และไม่มีส่วนลด บริการเสริม หรือทิปเพิ่มเข้ามาภายหลัง
- งาน 100 ดอลลาร์: Upwork ที่ 0%, 10% และ 15% เหลือ 100, 90 และ 85 ดอลลาร์ตามลำดับ; Fiverr เหลือ 80 ดอลลาร์
- งาน 500 ดอลลาร์: Upwork ที่ 0%, 10% และ 15% เหลือ 500, 450 และ 425 ดอลลาร์ตามลำดับ; Fiverr เหลือ 400 ดอลลาร์
- งาน 1,000 ดอลลาร์: Upwork ที่ 0%, 10% และ 15% เหลือ 1,000, 900 และ 850 ดอลลาร์ตามลำดับ; Fiverr เหลือ 800 ดอลลาร์
ช่องว่างเป็นสัดส่วนของราคางาน ไม่ใช่ส่วนต่างดอลลาร์ที่คงเดิม งาน 100 ดอลลาร์ที่ Upwork คิด 10% เหลือมากกว่า Fiverr 10 ดอลลาร์ แต่งาน 1,000 ดอลลาร์ที่อัตราเดียวกันต่างกัน 100 ดอลลาร์ หาก Upwork คิด 15% ช่องว่างจะเหลือ 5 ดอลลาร์สำหรับงาน 100 ดอลลาร์ และ 50 ดอลลาร์สำหรับงาน 1,000 ดอลลาร์ ตัวเลข 150 ดอลลาร์ในตัวอย่างต้นเรื่องเกิดจากอัตรา Upwork 5% เท่านั้น ไม่ใช่อัตราที่ทุกคนจะได้รับ
ช่วงอัตรา 0–15% ยังบอกไม่ได้ล่วงหน้าว่าสัญญาใหม่จะอยู่ตรงจุดใดในช่วงนั้น Upwork แสดงอัตราที่ใช้กับข้อเสนอแต่ละงาน จึงควรใช้ตัวเลขของงานที่กำลังพิจารณาในการคำนวณ หากเคยได้อัตราหนึ่งจากลูกค้ารายก่อน ก็ไม่ควรนำมาแทนค่าของสัญญาใหม่โดยอัตโนมัติ ส่วนต่างที่คำนวณจากอัตราผิดอาจมากพอให้ราคาที่เสนอต่ำกว่าเป้ารายรับของตน
ต้องตั้งราคาเท่าไรจึงจะเหลือตามเป้าหมาย
เมื่อมีเป้าหมายรายรับหลังหักค่าธรรมเนียม ให้คิดย้อนจากเงินที่อยากเหลือแทนการบวกเปอร์เซ็นต์ลงบนเงินเป้าหมาย สูตรคือ ราคาที่ต้องเสนอ = เงินเป้าหมาย ÷ สัดส่วนที่ได้รับ เช่น สัญญา Upwork คิด 10% ให้หารด้วย 0.90 ส่วน Fiverr ให้หารด้วย 0.80 การบวก 10% ลงบนเป้าหมายโดยตรงจะได้ราคาต่ำเกินไป เพราะค่าธรรมเนียมคิดจากราคาที่เสนอใหม่ซึ่งสูงกว่าเงินเป้าหมาย
สมมติว่าต้องการเหลืออย่างน้อย 800 ดอลลาร์หลังหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม หาก Upwork คิด 0% ต้องเสนอ 800 ดอลลาร์; ที่ 10% ต้องเสนออย่างน้อย 888.89 ดอลลาร์; ที่ 15% ต้องเสนออย่างน้อย 941.18 ดอลลาร์ ฝั่ง Fiverr ต้องมียอดสั่งซื้อรวม 1,000 ดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้เป็นราคาตั้งต้นสำหรับโจทย์สมมติเดียวกัน และยังไม่ได้เผื่อค่าใช้จ่ายที่เกิดหลังถอนเงิน
การปัดราคามีผลเมื่อคิดย้อนจากเป้าหมาย โดยเฉพาะงานราคาต่อชั่วโมงหรือราคาที่คูณด้วยจำนวนหน่วยงาน หากผลหารออกมาเป็นเศษ ให้ปัดราคาที่เสนอขึ้นจนรายรับหลังหักค่าธรรมเนียมไม่ต่ำกว่าเป้า สำหรับงานคิดเป็นชั่วโมง ยอดสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงที่ลูกค้าจ่ายจริงด้วย: อัตราต่อชั่วโมงที่ดูเพียงพออาจไม่ทำให้ได้เงินเป้าหมายทั้งงาน หากจำนวนชั่วโมงต่ำกว่าที่คาด
ในทางกลับกัน หากลูกค้าต่อรองราคาลง ให้เริ่มคำนวณใหม่จากราคาที่ตกลงสุดท้าย สมมติราคาเดิมพอดีกับเป้ารายรับอยู่แล้ว การลดราคาจะทำให้เงินที่เหลือต่ำกว่าเป้า แม้จำนวนค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจะลดลงตามราคาด้วย หลักเดียวกันใช้เมื่อเพิ่มงานเข้าไปในราคาเดิม: เงินหลังหักค่าธรรมเนียมอาจไม่เปลี่ยน แต่ค่าตอบแทนต่อเวลาทำงานจะลดลง
บน Fiverr ยอดที่ใช้คิด 80% คือยอดสั่งซื้อที่เสร็จสมบูรณ์ รวมส่วนที่ลูกค้าจ่ายเพิ่มสำหรับบริการเสริมและทิป ดังนั้นบริการเสริมราคา 100 ดอลลาร์ในตัวอย่างสมมติทำให้ฟรีแลนซ์ได้รับเพิ่ม 80 ดอลลาร์ก่อนต้นทุนอื่น ไม่ใช่ 100 ดอลลาร์เต็ม การตั้งราคาบริการเสริมจึงควรคิดจากผลส่งมอบและเวลาที่เพิ่มขึ้นด้วย ไม่ควรถือว่าส่วนเพิ่มทั้งหมดเป็นรายรับสุทธิ
รูปแบบเสนองานกับ Gig เหมาะกับงานแบบใด

Upwork เอื้อต่อการตั้งราคาจากโจทย์ของลูกค้าแต่ละรายเมื่อรายละเอียดงานต้องตกลงกันก่อน ฟรีแลนซ์ส่งข้อเสนอหรือพิจารณาข้อเสนอที่ได้รับ พร้อมเห็นอัตราค่าธรรมเนียมของสัญญานั้นก่อนตัดสินใจ วิธีนี้เหมาะกับงานที่ปริมาณงาน ขั้นตอน หรือกำหนดส่งต่างกันมากระหว่างลูกค้า เพราะสามารถประเมินขอบเขตและราคาเป็นรายงานได้ ความเหมาะสมนี้เป็นเกณฑ์เลือกวิธีขาย ไม่ใช่ข้อรับรองว่าจะหาลูกค้าได้ง่ายหรือเสนอราคาสูงกว่าอีกแพลตฟอร์มเสมอ
Fiverr ใช้ Gig เป็นหน้าบริการที่ผู้ซื้อเห็นสิ่งที่จะได้รับก่อนสั่งซื้อ คำอธิบายแพ็กเกจ Gig ของ Fiverr ระบุว่าผู้ขายกำหนดได้สูงสุดสามระดับ โดยแยกขอบเขตงาน จำนวนครั้งที่แก้ไข ระยะเวลาส่งมอบ และบริการเสริมหรือทางเลือกเพิ่มไว้ได้ ลูกค้าจึงเลือกข้อเสนอที่กำหนดไว้แล้ว ส่วนคำขอที่ไม่เข้ากับแพ็กเกจสามารถใช้ข้อเสนอเฉพาะรายในราคาที่ตกลงกันได้
รูปแบบ Gig เหมาะกับบริการที่บอกผลส่งมอบได้ชัด เช่น งานที่กำหนดชนิดไฟล์ ปริมาณชิ้นงาน หรือจำนวนรอบแก้ไขได้ตั้งแต่ก่อนซื้อ ความชัดเจนช่วยให้ลูกค้ารู้ว่าราคาครอบคลุมอะไร แต่ทำให้ผู้ขายต้องตีเวลาที่ใช้กับทุกสิ่งที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ หากคำอธิบายกว้างเกินไป งานแก้ไขและการตอบคำถามอาจเพิ่มขึ้นโดยที่ราคาขายไม่เปลี่ยน
สำหรับงานที่โจทย์ยังคลุมเครือ การแยกขั้นตอนคุยความต้องการออกจากขั้นตอนเสนอราคาอาจเหมาะกว่า ตัวอย่างสมมติคือโครงการที่ต้องตรวจข้อมูลเดิมของลูกค้าก่อนจึงจะกำหนดจำนวนงานหรือระยะเวลาได้ การเสนอราคาเฉพาะรายทำให้ผูกค่าตอบแทนกับขอบเขตที่ตกลงกันจริง ขณะที่การบังคับให้อยู่ในแพ็กเกจตายตัวอาจทำให้เผื่อเวลาน้อยเกินไป อย่างไรก็ดี Fiverr มีข้อเสนอเฉพาะราย และ Upwork ก็รับงานที่มีขอบเขตชัดได้เช่นกัน
ความต่างของรูปแบบขายงานยังส่งผลต่อการตั้งราคาเริ่มต้น บน Upwork ผู้ขายอาจรู้โจทย์เฉพาะของลูกค้าก่อนคำนวณค่าจ้าง แล้วใส่ค่าธรรมเนียมของสัญญาลงในราคาที่จะเสนอ บน Fiverr ผู้ขายต้องกำหนดราคาหน้าบริการให้ครอบคลุมงานตามเงื่อนไขแพ็กเกจไว้ก่อน คำถามจึงไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มใดหักน้อยกว่า แต่รวมถึงแพลตฟอร์มใดทำให้ตั้งราคาตรงกับงานที่จะส่งมอบได้แม่นกว่า
จากดอลลาร์หลังค่าธรรมเนียมถึงเงินบาทในบัญชี

ยอดในตัวอย่างเป็นรายรับหลังหักส่วนแบ่งแพลตฟอร์มเท่านั้น ฟรีแลนซ์ในไทยยังต้องแยกยอดที่จะถอน ค่าบริการของช่องทางรับเงิน อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ทำรายการ และภาษีออกจากกัน หากรวมทุกอย่างเป็นคำว่า “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” จะเทียบ Upwork กับ Fiverr ผิดฐาน เพราะค่าใช้จ่ายหลังจากนั้นขึ้นกับช่องทางและสถานการณ์ของผู้รับเงิน
ลำดับการคำนวณที่อ่านง่ายคือเริ่มจากราคางาน หักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มตามอัตราของงานนั้น แล้วหักค่าถอนหรือค่ารับเงินตามช่องทางที่เลือก จากนั้นจึงแปลงจำนวนเงินคงเหลือด้วยอัตราที่ใช้ทำรายการจริง หากค่าถอนถูกคิดเป็นเงินบาทแทนดอลลาร์ ต้องแปลงเงินก่อนแล้วจึงหักค่าบริการเงินบาท ลำดับนี้ช่วยไม่ให้นำค่าใช้จ่ายต่างสกุลเงินมาลบกันตรง ๆ
สมมติว่าใช้ยอดจากงานราคา 1,000 ดอลลาร์ข้างต้นและไม่มีค่าถอน ฝั่ง Upwork ที่อัตรา 5% จะนำ 950 ดอลลาร์ไปแปลงสกุลเงิน ส่วน Fiverr จะนำ 800 ดอลลาร์ไปแปลง ถ้าทั้งสองยอดได้รับอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกัน ส่วนต่างเงินบาทจะเท่ากับ 150 คูณด้วยอัตรานั้น แต่หากถอนผ่านคนละช่องทางหรือคนละเวลา ผลต่างเงินบาทจริงอาจไม่เท่ากับสูตรง่ายนี้ จึงไม่ควรใส่อัตราแลกเปลี่ยนสมมติลงไปแล้วเรียกว่าเงินที่จะได้รับแน่นอน
ค่าบริการแบบจำนวนคงที่และค่าบริการแบบคิดเป็นสัดส่วนส่งผลไม่เหมือนกัน ค่าใช้จ่ายคงที่กินสัดส่วนมากขึ้นเมื่อยอดถอนเล็ก ส่วนค่าบริการที่คิดตามยอดจะโตตามจำนวนเงินที่ถอน การรวมรายรับหลายงานก่อนถอนอาจช่วยลดผลของค่าบริการคงที่ได้ในบางช่องทาง แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขและเวลาที่ต้องการใช้เงินด้วย การเปรียบเทียบค่าถอนจึงควรใช้ยอดที่ตั้งใจถอนจริง ไม่ใช่เพียงราคาของงานหนึ่งชิ้น
ภาษีต้องประเมินแยกจากเงินที่แพลตฟอร์มเหลือให้ ยอด 950 หรือ 800 ดอลลาร์ในตัวอย่างไม่ได้แปลว่าเป็นกำไรหลังค่าใช้จ่ายทั้งหมด และไม่ได้บอกภาษีที่แต่ละคนต้องชำระ การเก็บราคาที่ลูกค้าจ่าย ส่วนแบ่งที่แพลตฟอร์มหัก ค่าใช้จ่ายรับเงิน และยอดบาทที่เข้าบัญชีเป็นคนละรายการ จะทำให้เห็นฐานคำนวณของแต่ละขั้นชัดกว่าการเก็บเพียงยอดเงินฝากเข้าบัญชี
รายรับต่อเวลาทำงานอาจเปลี่ยนคำตอบ
เมื่อราคาที่ลูกค้าจ่ายเท่ากันและใช้เฉพาะช่วงค่าธรรมเนียมที่กล่าวมา Upwork จะเหลือเงินหลังหักส่วนแบ่งแพลตฟอร์มมากกว่า Fiverr ในตัวอย่างทุกอัตรา แต่เงินต่อชั่วโมงทำงานอาจให้คำตอบอีกแบบ ต้องนับเวลาหาลูกค้า เขียนข้อเสนอ ตอบคำถามก่อนเริ่มงาน ทำงานจริง และแก้ไขงานตามที่ตกลงกันด้วย เวลาเหล่านี้ไม่มีเปอร์เซ็นต์กลางที่นำมาใช้กับฟรีแลนซ์ทุกคนได้
สมมติว่างานสองช่องทางให้รายรับหลังค่าธรรมเนียมต่างกัน แต่ช่องทางที่เหลือเงินมากกว่าต้องใช้เวลาเสนอราคาและตกลงขอบเขตเพิ่มหลายชั่วโมง รายรับต่อชั่วโมงของงานนั้นอาจต่ำกว่าอีกช่องทาง แม้รายรับต่อชิ้นจะสูงกว่า ในทางกลับกัน Gig ที่กำหนดงานชัดและได้รับคำสั่งซื้อโดยแทบไม่ต้องคุยก่อนเริ่มงานอาจช่วยประหยัดเวลา แต่ถ้าต้องแก้ไขเกินที่ตีราคาไว้ ประโยชน์ด้านเวลาก็หายไป การเทียบให้ตรงจึงต้องใช้เวลาจริงของวิธีขายงานแต่ละแบบ
สำหรับงานที่ต้องออกแบบวิธีทำเฉพาะลูกค้า อัตราค่าธรรมเนียมที่แสดงในข้อเสนอ Upwork และราคาที่ครอบคลุมเวลาคุยงานเป็นข้อมูลสำคัญ สำหรับบริการที่อธิบายขอบเขตและผลส่งมอบได้ล่วงหน้า ราคาของ Gig ควรครอบคลุมทั้งส่วนแบ่งแพลตฟอร์มและเวลาที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ การเลือกแพลตฟอร์มจึงขึ้นกับราคาที่ลูกค้ายอมจ่าย ขอบเขตงาน และเวลาที่ต้องใช้เพื่อให้ได้งานนั้นพอ ๆ กับเปอร์เซ็นต์ที่แพลตฟอร์มหัก
บทความที่เกี่ยวข้อง


Patreon หรือ Fourthwall: ส่วนต่าง 5% แลกกับบ้านของแบรนด์เอง

Bitkub หรือ Binance TH: คู่เงินบาทราคาเท่ากัน จุดต่างอยู่หลังซื้อ

Wix หรือ Squarespace: เว็บถูกกว่าอาจเริ่มขายของไม่ได้

Clockify หรือ Harvest: ค่าที่นั่งถูกกว่าอาจแพ้เมื่อเริ่มออกใบแจ้งหนี้

Stripe หรือ Omise: ค่าบัตรเท่ากัน แต่ 10 บาทต่อรายการเปลี่ยนผู้ชนะ
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ