
ตั้งราคางาน Fastwork อย่างไร เมื่อค่าบริการคิดจากยอดขายย้อนหลัง

ถ้าต้องการให้เหลือเงินจากงาน Fastwork ตามเป้าหมาย ให้กำหนดยอดที่อยากรับหลังหักค่าบริการก่อน แล้วหารด้วยสัดส่วนของราคาขายที่จะเหลือจริง อัตราที่ใช้ต้องตรงกับเงื่อนไขของออเดอร์เมื่ออนุมัติงาน เพราะ คู่มือค่าใช้บริการของ Fastwork ระบุว่าระดับค่าบริการอิงยอดขายจากงานที่อนุมัติในช่วง 3 เดือนย้อนหลัง หรือระดับสมาชิก ณ วันที่งานได้รับอนุมัติ และมี VAT 7% บนค่าบริการแพลตฟอร์ม
สำหรับออเดอร์ทั่วไปที่คิดค่าบริการจากราคาขาย สูตรคือ ราคาเสนอ = เงินที่ต้องการเหลือ ÷ [1 − (อัตราค่าบริการ × 1.07)] โดยใส่อัตราเป็นทศนิยม เช่น อัตราสมมติ 10% ให้ใส่ 0.10 สูตรนี้หายอดหลังหักค่าบริการแพลตฟอร์มและ VAT บนค่าบริการเท่านั้น หากต้องจ่ายค่าผลิตงานหรือผู้ร่วมงาน ให้นำค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปรวมในยอดเป้าหมายก่อนคำนวณ
เลือกอัตราจากออเดอร์ที่จะอนุมัติ
ยอดขายที่ใช้พิจารณาระดับค่าบริการเป็นยอดจากงานที่อนุมัติแล้ว ไม่ใช่มูลค่าใบเสนอราคาที่ส่งออกไปทั้งหมด งานที่ลูกค้าตกลงจ้างแต่ยังไม่ผ่านขั้นตอนอนุมัติงานจึงไม่ควรถูกนับเป็นยอดขายสำเร็จในแบบจำลองของตน การแยกสองสถานะนี้สำคัญกับคนทำคอนเทนต์ที่รับงานหลายชิ้นพร้อมกัน เพราะวันที่ปิดงานแต่ละชิ้นอาจต่างจากวันที่รับงานมาก
ช่วงย้อนหลังเคลื่อนไปตามวันที่พิจารณา ไม่ใช่ยอดสะสมตลอดอายุบัญชี สมมติว่ากำลังเสนอราคางานวิดีโอซึ่งจะส่งมอบอีกหลายสัปดาห์ งานอื่นที่อนุมัติระหว่างนั้นอาจเพิ่มยอดในช่วงย้อนหลัง ขณะเดียวกันงานเก่าอาจหลุดจากช่วงดังกล่าว จึงควรใช้ยอดที่คาดว่าจะเข้าข่ายเมื่อออเดอร์ใหม่ได้รับอนุมัติ มากกว่าคัดลอกอัตราจากใบเสนอราคาครั้งก่อน
ระดับสมาชิกเป็นตัวแปรอีกด้านหนึ่งของเกณฑ์เดียวกัน ฟรีแลนซ์ควรดูระดับและอัตราที่ระบบแสดงสำหรับบัญชีของตน รวมทั้งหมวดงานของออเดอร์ที่กำลังเสนอ หากยังไม่แน่ใจว่าอัตราใดจะมีผลเมื่ออนุมัติ ให้คำนวณราคาภายใต้อัตราที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งค่า ผลต่างระหว่างราคาเหล่านั้นบอกได้ว่าความคลาดเคลื่อนของระดับค่าบริการกระทบรายรับเป้าหมายเพียงใด
หลักคิดนี้ไม่จำเป็นต้องทำนายว่าบัญชีจะเปลี่ยนระดับแน่นอน หากยอดขายใกล้เกณฑ์แบ่งระดับ หรือกำหนดส่งงานอยู่ห่างจากวันเสนอราคา การลองอัตราที่สูงกว่าจะทำให้เห็นความเสี่ยงด้านราคาอย่างเป็นตัวเลข เมื่อทราบอัตราจริงแล้วจึงใช้ค่านั้นแทนในสูตร ไม่ควรถือว่าอัตราสมมติในตัวอย่างด้านล่างเป็นตารางค่าบริการของบัญชีทุกคน
การเผื่อค่าบริการในราคาขายเป็นการคำนวณต้นทุนของผู้ขาย ข้อกำหนดของแพลตฟอร์มระบุว่าค่าบริการนี้เรียกเก็บจากฟรีแลนซ์ จึงไม่ควรแสดงเป็นรายการค่าบริการ Fastwork ที่เรียกเก็บจากผู้ว่าจ้างเพิ่มต่างหาก ราคาที่เสนอควรเป็นราคางานที่ฟรีแลนซ์ยอมรับได้หลังคำนึงถึงเงินที่จะถูกหักแล้ว
ทำไมต้องหารกลับ แทนการบวกเปอร์เซ็นต์
ให้ P เป็นราคาขายของออเดอร์ N เป็นเงินที่ต้องการเหลือ และ r เป็นอัตราค่าบริการในรูปทศนิยม เมื่อฐานค่าบริการคือ P ยอดค่าบริการเท่ากับ P × r ส่วน VAT บนค่าบริการเท่ากับ P × r × 0.07 เงินที่เหลือจึงเป็น P − (P × r × 1.07) หรือ P × (1 − 1.07r) การแก้สมการหาค่า P ทำให้ได้สูตรราคาเสนอข้างต้น
ความต่างจากการบวกเปอร์เซ็นต์ตรง ๆ อยู่ที่ฐานของการหัก หากอยากเหลือ 1,000 บาท และสมมติอัตราค่าบริการ 10% ส่วนที่ถูกหักรวม VAT เท่ากับ 10.7% ของ ราคาที่เสนอ ไม่ใช่ 10.7% ของเงินเป้าหมาย ดังนั้นราคาก่อนปัดเศษคือ 1,000 ÷ 0.893 หรือประมาณ 1,119.82 บาท เมื่อปัดขึ้นเป็น 1,120 บาท จะเหลือประมาณ 1,000.16 บาท
ถ้านำ 10.7% ไปบวกเงินเป้าหมาย จะได้ราคาเพียง 1,107 บาท ค่าหักจากราคานั้นเท่ากับ 118.45 บาทโดยประมาณ และเหลือ 988.55 บาท วิธีบวกตรง ๆ จึงขาดจากเป้า 11.45 บาทในตัวอย่างนี้ แม้ยอดต่างต่องานไม่มาก แต่สาเหตุของความคลาดเคลื่อนจะเกิดซ้ำทุกครั้งที่ใช้ฐานคำนวณผิด
ตัวคูณ 1.07 ในสูตรหมายถึงค่าบริการแพลตฟอร์มบวก VAT บนค่าบริการ ไม่ได้หมายความว่าผู้ขายทุกคนต้องบวก VAT 7% ให้ลูกค้าบนราคางานด้วย สองเรื่องนี้มีฐานคำนวณต่างกัน สำหรับผู้ขายทั่วไปในตัวอย่าง สูตรใช้ราคาขายที่ระบบนำไปคิดค่าบริการเป็น P หากฐานของออเดอร์ต่างออกไป ต้องเปลี่ยนฐานในสมการก่อนนำผลไปใช้
การปัดราคาเป็นจำนวนเต็มควรปัดขึ้นจากผลหาร ไม่ใช่ปัดตามหลักคณิตศาสตร์ทั่วไปแล้วเสี่ยงต่ำกว่าเป้า ตัวอย่างอัตราสมมติ 10% ถ้าอยากเหลือ 10,000 บาท ราคาขั้นต่ำก่อนปัดคือประมาณ 11,198.21 บาท จึงต้องเสนออย่างน้อย 11,199 บาทตามสมมติฐานนี้ ถ้าต้องการใช้ราคาที่ลงท้ายด้วยหลักสิบหรือหลักร้อย ก็ปัดขึ้นอีกครั้งแล้วแทนราคานั้นกลับในสมการ
ตัวเลขที่คำนวณได้เป็นค่าประมาณเพื่อวางราคา ระบบอาจปัดเศษรายการค่าบริการและ VAT ตามวิธีของแต่ละออเดอร์ จึงไม่ควรตั้งเป้าให้ยอดคงเหลือเกินความต้องการเพียงเศษสตางค์เมื่อเสนอราคาจริง การเผื่อส่วนต่างเล็กน้อยในราคาขายเป็นการตัดสินใจด้านราคา ส่วนอัตราและฐานค่าบริการต้องยึดข้อมูลของออเดอร์
ตัวอย่างราคางานเมื่อเปลี่ยนอัตรา
รายการต่อไปนี้เป็น ตัวอย่างสมมติ สำหรับผู้ขายที่ฐานค่าบริการเท่ากับราคาขาย ใช้อัตรา 10% และ 12% เพื่อให้เห็นผลของระดับค่าบริการที่ต่างกัน ทั้งสองอัตรารวม VAT 7% บนค่าบริการแล้วในสูตร แต่ไม่ได้อ้างว่าเป็นอัตราปัจจุบันของระดับสมาชิกใด ราคาเสนอปัดขึ้นเป็นเงินบาทเต็ม และเงินคงเหลือคำนวณจากราคาที่ปัดแล้ว
- ต้องการเหลือ 1,000 บาท: ที่อัตราสมมติ 10% เสนอ 1,120 บาท เหลือประมาณ 1,000.16 บาท; ที่ 12% เสนอ 1,148 บาท เหลือประมาณ 1,000.60 บาท
- ต้องการเหลือ 3,000 บาท: ที่อัตราสมมติ 10% เสนอ 3,360 บาท เหลือประมาณ 3,000.48 บาท; ที่ 12% เสนอ 3,442 บาท เหลือประมาณ 3,000.05 บาท
- ต้องการเหลือ 5,000 บาท: ที่อัตราสมมติ 10% เสนอ 5,600 บาท เหลือประมาณ 5,000.80 บาท; ที่ 12% เสนอ 5,737 บาท เหลือประมาณ 5,000.37 บาท
- ต้องการเหลือ 10,000 บาท: ที่อัตราสมมติ 10% เสนอ 11,199 บาท เหลือประมาณ 10,000.71 บาท; ที่ 12% เสนอ 11,474 บาท เหลือประมาณ 10,000.74 บาท
- ต้องการเหลือ 20,000 บาท: ที่อัตราสมมติ 10% เสนอ 22,397 บาท เหลือประมาณ 20,000.52 บาท; ที่ 12% เสนอ 22,947 บาท เหลือประมาณ 20,000.61 บาท
รายการนี้เริ่มจากเงินที่ฟรีแลนซ์ต้องการเหลือ ไม่ใช่การนำราคาตลาดของงานเขียน ภาพ หรือวิดีโอมายืนยันว่าเหมาะสม หากเป้าหมายคือ 10,000 บาท ความต่างของอัตราสมมติทั้งสองทำให้ราคาเสนอขั้นต่ำต่างกัน 275 บาท หากยึดราคา 11,199 บาทที่คำนวณด้วยอัตรา 10% แต่ถูกหักจริงในอัตรา 12% จะเหลือประมาณ 9,761.05 บาท ต่ำกว่าเป้าประมาณ 238.95 บาท
การเพิ่มเงินเป้าหมายทำให้ผลของอัตราต่างกันชัดขึ้น ที่เป้ารับ 20,000 บาท ราคาขั้นต่ำในตัวอย่างขยับจาก 22,397 บาทเป็น 22,947 บาท ต่างกัน 550 บาท ผลต่างนี้มาจากการคิดค่าบริการบนราคาขายทั้งหมด ไม่ได้เกิดจากการปรับค่าจ้างของคนทำงาน ถ้าอัตราจริงในบัญชีเป็นค่าอื่น ให้แทน r ด้วยค่านั้นแล้วคำนวณใหม่ทั้งรายการ
งานคอนเทนต์แบบแพ็กเกจใช้หลักเดียวกัน แต่ต้องตัดสินใจก่อนว่าราคาที่เสนอครอบคลุมสิ่งใด สมมติแพ็กเกจมีบทความหลายชิ้นพร้อมภาพประกอบ และต้องการให้เหลือ 20,000 บาทหลังหักค่าบริการ ยอด 20,000 บาทเป็นเป้าของออเดอร์ทั้งก้อน หากผู้รับงานแบ่งเป็นหลายออเดอร์ แต่ละออเดอร์อาจอนุมัติคนละวัน จึงควรคำนวณตามราคาและอัตราของแต่ละออเดอร์ ไม่ใช้ยอดรวมแล้วสมมติว่าทุกชิ้นถูกหักในอัตราเดียวกัน
รวมต้นทุนผลิตงานก่อนกำหนดเงินเป้าหมาย
คำว่าเงินที่ต้องการเหลือควรแยกจากกำไรที่ต้องการ หากอยากมีรายรับหลังหักค่าบริการ 5,000 บาท โดยยังไม่คำนึงถึงต้นทุน ให้ใช้ N เท่ากับ 5,000 บาท แต่ถ้าต้องจ่ายค่าตัดต่อหรือซื้อวัสดุผลิตงานจากเงินก้อนนั้น และต้องการให้เหลือใช้จริงอีก 5,000 บาท ต้องบวกต้นทุนเหล่านั้นเข้า N ก่อน การหารกลับด้วยอัตราค่าบริการแก้ได้เฉพาะยอดหักของแพลตฟอร์ม ไม่ได้สร้างเงินสำหรับต้นทุนที่ลืมใส่
สมมติว่าผู้ทำวิดีโอต้องจ่ายผู้ช่วยตัดต่อ 2,000 บาท และต้องการเหลือสำหรับตนเอง 8,000 บาท เป้ารับหลังหักค่าบริการจึงเป็น 10,000 บาท หากใช้อัตราสมมติ 10% ราคาเสนอขั้นต่ำคือ 11,199 บาท หลังหักค่าบริการตามสมมติฐานจะเหลือประมาณ 10,000.71 บาท และหลังจ่ายผู้ช่วยจะเหลือประมาณ 8,000.71 บาท ตัวอย่างนี้เป็นการจัดงบของงาน ไม่ใช่ราคามาตรฐานของบริการตัดต่อ
ต้นทุนที่เพิ่มตามปริมาณงานต้องอยู่ในยอดเป้าหมายเช่นเดียวกัน เช่น ค่าจ้างเขียนคำบรรยายเพิ่มเติม ค่าผลิตชิ้นงานหลายขนาด หรือค่าจ้างผู้ร่วมผลิต หากขอบเขตงานเปลี่ยนหลังตกลงราคา การเอาอัตราค่าบริการเดิมมาคูณกับราคาเดิมไม่ช่วยชดเชยต้นทุนใหม่ ต้องตั้งยอดที่ต้องการเหลือจากขอบเขตงานใหม่ก่อน แล้วค่อยหารกลับหาใบเสนอราคาที่สอดคล้องกัน
เมื่อเปรียบเทียบสองทางเลือกในการเสนอราคา ให้ดูเงินหลังหักพร้อมต้นทุนที่แต่ละทางเลือกต้องรับ ไม่ใช่ดูเพียงยอดขายที่สูงกว่า แพ็กเกจมูลค่าสูงอาจต้องใช้ผู้ร่วมงานมากกว่า ส่วนงานชิ้นเล็กอาจทำคนเดียวได้ สูตรทำให้เห็นรายรับหลังค่าบริการของแต่ละทางเลือกอย่างสม่ำเสมอ แต่การกำหนดว่าจะรับงานใดขึ้นอยู่กับเวลา ขอบเขต และต้นทุนจริงของผู้ขาย
กรณีที่ฐานค่าบริการหรืออัตราปกติเปลี่ยน
อัตราค่าบริการและฐานราคาควรตรวจแยกกัน ประกาศปรับเกณฑ์ของ Fastwork อธิบายการเปลี่ยนระดับยอดขายสะสมและอัตรา Commission Tier ในปี 2569 พร้อมระบุว่าตัวเลขค่าบริการยังไม่รวม VAT 7% และสำหรับร้านค้าที่แจ้งจดทะเบียน VAT กับระบบ จะคิดค่าบริการจากยอดหลังรวม VAT ของราคางาน ข้อหลังทำให้การใช้ราคาก่อน VAT เป็น P ในสูตรอย่างง่ายคลาดเคลื่อนสำหรับออเดอร์ประเภทนั้น
ตัวอย่างฐานคำนวณในประกาศคือราคางานก่อน VAT 1,000 บาท รวม VAT เป็น 1,070 บาท แล้วใช้ 1,070 บาทเป็นฐานค่าบริการ หากสมมติอัตรา 10% ค่าบริการจากฐานนี้คือ 107 บาท และ VAT บนค่าบริการอีก 7.49 บาท รวมยอดหัก 114.49 บาท การคิดค่าบริการจาก 1,000 บาทแทนจะประเมินยอดหักต่ำไป 7.49 บาทในตัวอย่างเดียวกัน ยอดหลังหักจากราคาที่รวม VAT แล้วไม่ควรถูกตีความทั้งหมดว่าเป็นค่าจ้างของผู้ขาย
กรณีผู้ว่าจ้างหักภาษี ณ ที่จ่าย ฐานค่าบริการของ Fastwork ยังเป็นราคาขายเต็มที่ฟรีแลนซ์เสนอ ไม่ใช่ยอดเงินที่โอนมาหลังหักรายการนั้น ดังนั้นในสมการหาค่าบริการแพลตฟอร์ม อย่านำยอดโอนสุทธิมาแทนราคาขาย P การคำนวณรายรับหลังรายการภาษีเป็นอีกโจทย์หนึ่ง และควรแยกจากสูตรหักค่าบริการที่ใช้ตั้งราคางานนี้
ยังมีกรณีที่อัตราค่าบริการของคู่ผู้ว่าจ้างกับฟรีแลนซ์ลดเหลือศูนย์ คำอธิบาย Commission Unlock ของ Fastwork ระบุว่าเมื่อยอดงานที่อนุมัติสะสมของคู่นั้นถึงเกณฑ์ตามหมวดหมู่ย่อย งานถัดไปของคู่เดิมจะมีค่าบริการแพลตฟอร์ม 0% ก่อนถึงเกณฑ์ ระบบยังใช้อัตราปกติตามระดับของผู้ให้บริการ และตรวจเงื่อนไขเมื่อผู้ว่าจ้างอนุมัติงานขั้นสุดท้าย
ยอดสะสมของ Commission Unlock เป็นยอดเฉพาะคู่ผู้ว่าจ้างกับผู้ให้บริการ ไม่ใช่ยอดขายย้อนหลังที่ใช้กำหนดระดับค่าบริการของทั้งบัญชี จึงไม่ควรนำสองยอดมาปะปนกัน สำหรับคู่ที่มีสิทธิ์ใช้อัตรา 0% แล้ว หากต้องการเหลือ 10,000 บาทจากค่าบริการแพลตฟอร์ม ราคา 10,000 บาทก็เพียงพอตามสมมติฐานนี้ แต่ถ้าคู่นั้นยังไม่ถึงเกณฑ์ ต้องใช้อัตราปกติและหารกลับตามสูตรเดิม การเสนอราคาจึงควรอิงสถานะของคู่และออเดอร์นั้นจริง
สำหรับใบเสนอราคาสุดท้าย ให้กำหนดเงินที่ต้องการเหลือรวมต้นทุนที่ต้องจ่าย เลือกอัตราที่คาดว่าจะใช้เมื่ออนุมัติงาน และระบุว่าระบบคิดค่าบริการจากยอดราคาใด จากนั้นหารกลับและปัดราคาเสนอขึ้น เมื่ออัตราหรือฐานเปลี่ยน ให้แทนค่าตัวแปรใหม่ในสมการเดิมแล้วคำนวณซ้ำ วิธีนี้รักษาเป้ารายรับได้โดยไม่ต้องยึดเปอร์เซ็นต์เดียวกับทุกงาน
บทความที่เกี่ยวข้อง


Shopify หรือ LnwShop: 19 ดอลลาร์แลกกับหลังบ้านที่ออกแบบเพื่อไทย

Google Drive หรือ Dropbox: พื้นที่ถูกกว่าอาจแพ้เมื่อไฟล์เปลี่ยนทุกวัน

Clockify หรือ Harvest: ค่าที่นั่งถูกกว่าอาจแพ้เมื่อเริ่มออกใบแจ้งหนี้

Payoneer หรือ Wise ในไทย: บริษัทจำกัดอาจตัด Wise ออกจากตัวเลือก

Shopify หรือ WooCommerce: ร้านไทยอาจเสียเพิ่ม 2% ทุกออเดอร์
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ