ขาย SaaS เข้าไทยเกิน 1.8 ล้านบาท—ผู้ให้บริการต่างประเทศมีเวลา 30 วัน

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|3 นาทีในการอ่าน
ขาย SaaS เข้าไทยเกิน 1.8 ล้านบาท—ผู้ให้บริการต่างประเทศมีเวลา 30 วัน

ผู้ให้บริการ SaaS จากต่างประเทศที่ขายบริการอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ในไทยซึ่งไม่ได้จด VAT ต้องยื่นจดทะเบียนผ่าน VES ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับจากบริการกลุ่มนี้เกิน 1.8 ล้านบาท ตามคู่มือกรมสรรพากร เกณฑ์นี้ดูเงินที่ได้รับจากลูกค้ากลุ่มที่เข้าเงื่อนไข ไม่ใช่ยอดขายทั่วโลกหรือมูลค่าสัญญาที่ลูกค้ายังไม่ได้ชำระ

ถ้าผู้ซื้อจด VAT ในไทย ผู้ซื้อเป็นฝ่ายนำส่งภาษีของบริการจากต่างประเทศด้วยแบบ ภ.พ.36 และยอดขายรายการนั้นไม่เข้าฐานรายรับที่ใช้ตัดสินหน้าที่จด VES ของผู้ขาย ส่วนธุรกิจไทยที่ยังไม่ได้จด VAT อยู่ในกลุ่มผู้ซื้อที่ไม่จดทะเบียน แม้จะสมัครใช้ซอฟต์แวร์เพื่อทำงานและจ่ายจากบัญชีบริษัทก็ตาม จึงต้องแยกสถานะภาษีของลูกค้าจากลักษณะการใช้งานเชิงธุรกิจ

แยกรายการที่เข้าข่ายก่อนนับยอด

การตัดสินใจเริ่มจากที่ตั้งของผู้ให้บริการ ผู้ขายต้องให้บริการจากต่างประเทศ และบริการนั้นต้องถูกใช้ในประเทศไทย จากนั้นจึงดูว่าของที่ขายเป็นบริการอิเล็กทรอนิกส์ตามความหมายของกฎหมายหรือไม่ ขั้นสุดท้ายคือสถานะ VAT ของผู้ซื้อในไทย เมื่อเงื่อนไขเหล่านี้ครบ รายรับของรายการที่ผู้ซื้อไม่จด VAT จึงถูกนำไปเทียบกับเกณฑ์จดทะเบียน หากขาดเงื่อนไขข้อใด ผลทางภาษีอาจเปลี่ยนไป แม้หน้าเว็บไซต์และวิธีชำระเงินจะดูเหมือนกัน

  1. ระบุผู้ขายก่อนว่าเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศ หรือเป็นผู้ประกอบการในไทย เพราะหน้าที่ผ่าน VES ใช้กับผู้ให้บริการและแพลตฟอร์มต่างประเทศที่เข้าเงื่อนไข
  2. ระบุสถานที่ใช้บริการจากข้อมูลลูกค้าที่มีตามปกติ การเห็นลูกค้าเลือกภาษาไทยยังไม่ตอบว่าบริการถูกใช้ในไทยหรือไม่
  3. ดูวิธีส่งมอบบริการว่าเป็นระบบอัตโนมัติเป็นหลัก หรือเป็นงานที่คนทำให้เป็นรายกรณี ชื่อแพ็กเกจที่มีคำว่า SaaS ไม่เพียงพอต่อการจัดประเภท
  4. แยกผู้ซื้อที่จด VAT ในไทยออกจากผู้ซื้อที่ไม่จด VAT ก่อนรวมรายรับ แม้ผู้ซื้อทั้งสองกลุ่มจะเป็นบริษัทและใช้ระบบเดียวกัน
  5. ระบุช่องทางขายว่าเป็นการขายตรง หรือขายผ่านแพลตฟอร์มที่เสนอขาย รับเงิน และส่งมอบบริการครบ เพื่อรู้ว่าใครรับผิดชอบยอดนั้น

บริการอิเล็กทรอนิกส์ต้องส่งมอบผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ โดยลักษณะบริการทำงานอัตโนมัติเป็นหลัก และแทบให้บริการไม่ได้หากไม่มีเทคโนโลยีดังกล่าว การสมัครใช้ซอฟต์แวร์ออนไลน์ที่ระบบเปิดสิทธิให้ใช้งาน ต่ออายุ และให้เข้าถึงฟังก์ชันตามแพ็กเกจได้เอง จึงเข้าข่ายได้ ลักษณะการทำงานจริงสำคัญกว่าชื่อที่ผู้ขายเรียกบนใบเรียกเก็บเงิน เพราะคำว่า SaaS อาจถูกใช้กับทั้งสิทธิใช้ระบบและบริการที่มีคนลงมือทำให้

ตัวอย่างสมมติคือบริษัทต่างประเทศคิดค่าสมัครใช้เครื่องมือจัดการงานรายเดือน ลูกค้าเปิดบัญชีและใช้งานฟังก์ชันได้ทันทีโดยไม่ต้องให้พนักงานจัดทำผลลัพธ์เฉพาะราย รายการนี้มีลักษณะของบริการอิเล็กทรอนิกส์ แต่หากแพ็กเกจเดียวกันรวมชั่วโมงที่ปรึกษาซึ่งรับโจทย์ วิเคราะห์ และส่งคำแนะนำเฉพาะลูกค้า ผู้ขายต้องพิจารณาส่วนบริการที่ทำโดยคนตามเนื้อหาจริงของงาน การรวมราคาไว้บรรทัดเดียวไม่ได้ทำให้บริการทุกส่วนมีลักษณะทางภาษีเหมือนกัน

บริการซอฟต์แวร์อาจอยู่ในรูปสิทธิใช้โปรแกรม การจัดการข้อมูลออนไลน์ หรือการบำรุงรักษาโปรแกรมแบบอัตโนมัติ ซึ่งล้วนต้องดูวิธีให้บริการจริงเช่นเดียวกัน บริการสอนผ่านวิดีโอที่บันทึกไว้และเปิดให้รับชมตามต้องการต่างจากการสอนสดที่ครูเป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหา ความต่างอยู่ที่งานหลักเกิดจากระบบหรือจากคน ไม่ใช่แค่ผู้ใช้เปิดบริการผ่านเว็บเบราว์เซอร์

ประเทศที่ใช้บริการพิจารณาจากข้อมูลลูกค้าที่ผู้ขายมีตามปกติ เช่น ข้อมูลบัตรหรือบัญชีที่ชำระเงิน ที่อยู่อาศัยหรือที่อยู่เรียกเก็บเงิน และข้อมูลการเข้าถึงบริการ บัตรที่ออกในไทยอาจใช้บ่งชี้การใช้บริการในไทยได้เมื่อไม่มีข้อมูลอื่นขัดกัน หากบัตรชี้ไทยแต่ข้อมูลการเข้าถึงชี้ต่างประเทศ ผู้ขายควรหาข้อมูลเพิ่มจนมีหลักฐานที่ไม่ขัดกันอย่างน้อยสองรายการ การมีลูกค้าใช้ภาษาไทยหรือเว็บไซต์แสดงราคาเป็นเงินบาทเพียงอย่างเดียวจึงไม่ควรแทนการจัดหมวดธุรกรรมตามข้อมูลที่มีจริง

กรณีบริษัทแม่ในต่างประเทศเป็นผู้ทำสัญญา แต่บริษัทลูกในไทยเป็นผู้ใช้บริการ สถานที่ของผู้ลงชื่อในสัญญาไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมด ในทางกลับกัน บริษัทไทยอาจซื้อสิทธิให้หน่วยงานในต่างประเทศใช้ ผู้ขายจึงต้องดูผู้รับบริการและข้อมูลการใช้งานควบคู่กัน การเก็บข้อมูลนี้ตั้งแต่สมัครและชำระเงินช่วยลดความคลาดเคลื่อนเมื่อถึงเวลารวมรายรับที่เกี่ยวกับไทย

ผู้ซื้อจด VAT หรือไม่ ใครเป็นฝ่ายยื่น ภ.พ.36

ธุรกิจไทยที่จด VAT รับบริการ SaaS จากต่างประเทศและเป็นฝ่ายนำส่งภาษีด้วย ภ.พ.36

เมื่อผู้ซื้อเป็นผู้จด VAT ในไทย การซื้อบริการจากต่างประเทศที่นำมาใช้ในไทยอยู่ในระบบนำส่งภาษีโดยผู้รับบริการ ผู้ซื้อยื่น ภ.พ.36 สำหรับธุรกรรมของตน ผู้ขายต่างประเทศไม่ต้องนำ VAT ของรายการนี้ไปชำระผ่าน VES เพียงเพราะผู้ขายรายเดียวกันมีลูกค้าไทยที่ไม่จดทะเบียนอยู่ด้วย รายได้จากลูกค้าที่จด VAT ยังต้องแยกออกจากฐานคำนวณเกณฑ์จด VES ของผู้ขาย การแบ่งตามผู้ซื้อแต่ละรายจึงสำคัญกว่าการติดป้ายให้ผู้ขายทั้งบริษัทว่าเป็น B2B หรือ B2C

ผู้ซื้อที่ไม่จด VAT อยู่คนละทาง หากซื้อบริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศและผู้ขายหรือแพลตฟอร์มเข้าเกณฑ์ VES ภาระจดทะเบียน ยื่นแบบ และชำระภาษีอยู่ที่ผู้ประกอบการต่างประเทศที่รับผิดชอบการขายนั้น ผู้ซื้อไม่ต้องใช้ ภ.พ.36 สำหรับบริการอิเล็กทรอนิกส์รายการเดียวกัน ผู้ซื้ออาจเป็นบุคคลธรรมดา ร้านค้า หรือบริษัทก็ได้ ชื่อทางธุรกิจของลูกค้าไม่เปลี่ยนสถานะการจด VAT ที่ใช้ในกฎนี้

ผู้ขายต่างประเทศอาจถือว่าลูกค้าไม่ได้จด VAT ไว้ก่อน เว้นแต่มีข้อมูลว่าลูกค้าจดทะเบียน หรือได้รับข้อมูลการจดทะเบียนจากลูกค้า ดังนั้นช่องเก็บเลขทะเบียนในขั้นตอนสมัครใช้บริการจึงมีผลมากกว่าความสะดวกในการออกเอกสาร หากลูกค้าแจ้งว่าเป็นผู้จด VAT ผู้ขายควรเก็บข้อมูลนั้นไว้กับบัญชีที่ซื้อจริง เพื่อให้ธุรกรรมถัดไปถูกจัดเข้ากลุ่มถูกต้อง การเก็บข้อมูลลูกค้าทั้งสองกลุ่มยังรองรับกรณีที่ต้องอธิบายฐานภาษีภายหลัง

ผู้ขายไม่มีหน้าที่ตรวจยืนยันเลขทะเบียน VAT ของลูกค้าทุกราย แต่ควรพิจารณาความสมเหตุสมผลเบื้องต้นของเลขที่ได้รับ และสามารถตรวจรายชื่อผู้จดทะเบียนผ่านระบบของกรมสรรพากรได้ การรับเลขที่ลูกค้ากรอกมาโดยไม่มีการเชื่อมกับบัญชีผู้ซื้ออาจทำให้แยกยอดผิด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีหลายหน่วยงานใช้ซอฟต์แวร์ภายใต้สัญญาเดียวกัน สถานะที่ใช้จัดรายการควรสัมพันธ์กับผู้รับบริการที่แท้จริง

สถานะผู้ซื้ออาจเปลี่ยนระหว่างการเป็นสมาชิกแบบต่ออายุ เมื่อกิจการไทยเริ่มจด VAT ธุรกรรมหลังจากนั้นควรสะท้อนสถานะใหม่ตามข้อมูลที่แจ้งแก่ผู้ขาย การยึดสถานะจากการชำระครั้งแรกตลอดอายุบัญชีอาจทำให้ยอดของผู้ขายที่ต้องนับเข้า VES สูงเกินจริง หรือทำให้ผู้ซื้อที่จด VAT ไม่ได้จัดการ ภ.พ.36 ของตน ในทางกลับกัน การซื้อในนามบริษัทโดยไม่มีข้อมูลว่าจด VAT ก็ไม่เพียงพอให้ย้ายรายการไปฝั่งผู้ซื้อยื่นแบบ

บริการที่ไม่ใช่บริการอิเล็กทรอนิกส์มีผลอีกแบบ แม้ผู้ซื้อไทยไม่ได้จด VAT ก็ตาม หากรับบริการจากต่างประเทศแล้วใช้ในไทย ผู้รับบริการต้องพิจารณาหน้าที่นำส่งภาษีผ่าน ภ.พ.36 หลักนี้ทำให้ต้องถามเรื่องลักษณะบริการก่อนตอบว่าใครยื่นแบบ คำตอบสำหรับการสมัครใช้ระบบอัตโนมัติจึงใช้กับการจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศให้ทำงานเฉพาะรายไม่ได้ แม้ค่าบริการทั้งสองรายการถูกชำระออนไลน์เหมือนกัน

SaaS ขายตรง แพลตฟอร์มขายแทน และค่าบริการของ marketplace

หากบริษัทต่างประเทศขายสิทธิใช้ SaaS บนช่องทางของตนเอง บริษัทนั้นเป็นผู้พิจารณาหน้าที่จด VES จากยอดขายแก่ลูกค้าไทยที่ไม่จด VAT แต่เมื่อใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ทำกระบวนการต่อเนื่องครบทั้งเสนอขาย รับชำระเงิน และส่งมอบบริการ แพลตฟอร์มเป็นผู้รับผิดชอบ VAT ของยอดที่ขายผ่านช่องทางนั้น เงื่อนไขคือบทบาทที่แพลตฟอร์มทำจริง ไม่ใช่เพียงการเรียกตนเองว่า marketplace หรือมีหน้ารายชื่อบริการให้ค้นหา

ผู้ขายที่ขายผ่านแพลตฟอร์มลักษณะดังกล่าวและขายตรงด้วย ต้องแยกยอดที่ตนรับผิดชอบจากยอดที่แพลตฟอร์มรับผิดชอบ คำถามพบบ่อยของกรมสรรพากร ระบุว่าผู้ขายนำส่ง VAT เฉพาะส่วนขายผ่านเว็บไซต์ของตน ส่วนแพลตฟอร์มนำส่งสำหรับส่วนที่ผ่านแพลตฟอร์มเมื่อทำกระบวนการครบ การแยกนี้ป้องกันการนำยอดขายรายการเดียวกันไปยื่นซ้ำ และทำให้ทราบว่าใครควรเก็บข้อมูลการชำระเงินของรายการนั้น

มีอีกกรณีที่ต้องแยกให้ชัด หากผู้ประกอบการต่างประเทศรายเดียวทำทั้งบริการแพลตฟอร์มของตนและขายบริการอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง ต้องพิจารณาฐานรายรับของกิจการนั้นรวมกัน ไม่ใช่แบ่งกิจกรรมของผู้ประกอบการรายเดียวออกเป็นฐานเล็กหลายก้อน ข้อแตกต่างจึงอยู่ที่ว่าเป็นยอดซึ่งแพลตฟอร์มอีกรายรับผิดแทนผู้ขาย หรือเป็นรายรับหลายประเภทของผู้ประกอบการรายเดียวกัน การแยกตามผู้มีหน้าที่จริงช่วยไม่ให้สรุปผิดว่าทุกยอดที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มต้องถูกตัดออกจากฐานเสมอ

ค่าธรรมเนียมที่ marketplace เรียกจากผู้ขายเพื่อให้ลงสินค้าเป็นบริการอีกประเภทหนึ่ง แพลตฟอร์มเป็นผู้ให้บริการช่องทางขายแก่ผู้ขายต้นทางโดยตรง หากผู้ขายที่จ่ายค่าธรรมเนียมอยู่ในไทยและไม่จด VAT รายรับค่าธรรมเนียมอาจเข้าฐาน VES ของแพลตฟอร์มตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน VAT ของสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายต้นทางเสนอให้ลูกค้าปลายทางเป็นคนละธุรกรรม การดูว่าเงินก้อนใดเป็นค่าสมาชิก SaaS เงินก้อนใดเป็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และใครเป็นผู้รับเงินจริง จึงช่วยกำหนดผู้รับผิดชอบได้ตรงกว่าใช้คำว่า marketplace เหมารวม

ตัวอย่างสมมติคือผู้พัฒนา SaaS ต่างประเทศมีหน้าเว็บขายสมาชิกเอง และนำซอฟต์แวร์เดียวกันไปขายบนแพลตฟอร์มต่างประเทศอีกแห่งซึ่งรับเงินและส่งมอบสิทธิใช้งานให้ลูกค้าไทยที่ไม่จด VAT ยอดจากหน้าเว็บของผู้พัฒนาอยู่ในฐานที่ผู้พัฒนาต้องติดตาม ส่วนยอดผ่านแพลตฟอร์มอยู่กับแพลตฟอร์มตามบทบาทที่ครบเงื่อนไข หากแพลตฟอร์มเพียงพาลูกค้าไปที่หน้าเว็บผู้พัฒนา แต่ไม่ได้รับเงินและส่งมอบสิทธิ ผลย่อมต้องพิจารณาตามกระบวนการขายจริง

ที่ตั้งของแพลตฟอร์มก็มีผลต่อวิธียื่นแบบ แพลตฟอร์มที่จดทะเบียน VAT ในไทยอยู่ในระบบภาษีของผู้ประกอบการในประเทศ แม้จะใช้เซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ จึงไม่ควรนำวิธีของแพลตฟอร์มต่างประเทศผ่าน VES ไปใช้แทนโดยอัตโนมัติ ส่วนผู้ขายต้นทางในไทยที่ขายบริการผ่านแพลตฟอร์มซึ่งจด VAT ในไทย ยังคงมีหน้าที่ของตนตามฐานะผู้ประกอบการไทย การวางแผนช่องทางขายต้องรู้ทั้งที่ตั้งของผู้ขายและสถานะของผู้ดำเนินแพลตฟอร์ม

งานที่ส่งทางอีเมลเข้ากฎเดียวกับ SaaS หรือไม่

รายรับจากผู้ใช้ SaaS ในไทยที่ไม่จด VAT เกินเกณฑ์และเริ่มช่วงเวลา 30 วันสำหรับจดทะเบียน

การส่งผลลัพธ์ทางอีเมลไม่ได้ทำให้งานที่คนทำกลายเป็นบริการอิเล็กทรอนิกส์ งานที่ปรึกษาซึ่งรับโจทย์ วิเคราะห์สถานการณ์ และเขียนคำแนะนำเฉพาะลูกค้า ยังมีสาระเป็นบริการของมนุษย์ แม้ติดต่อ จ่ายเงิน และส่งไฟล์ผ่านอินเทอร์เน็ตทั้งหมดก็ตาม ในทางกลับกัน ระบบที่สร้างผลลัพธ์ตามการทำงานอัตโนมัติของซอฟต์แวร์และเปิดให้ลูกค้าใช้งานเองมีลักษณะใกล้กับ e-Service มากกว่า จุดที่ต้องดูคือวิธีผลิตและส่งมอบบริการ ไม่ใช่ไฟล์ปลายทางที่ลูกค้าได้รับ

ตัวอย่างสมมติสองรายการช่วยให้เห็นเส้นแบ่ง ผู้ซื้อไทยจ่ายค่าสมาชิกเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่ประมวลผลและแสดงผลอัตโนมัติ รายการนี้อาจเข้าข่ายบริการอิเล็กทรอนิกส์ อีกกรณีหนึ่งผู้ซื้อจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศให้อ่านข้อมูลชุดเดียวกันแล้วเขียนข้อเสนอแนะทางอีเมล งานหลักขึ้นกับการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ จึงไม่ถูกจัดเป็นบริการอิเล็กทรอนิกส์เพียงเพราะรับงานออนไลน์ หากงานผสมทั้งสิทธิใช้ระบบและคำปรึกษา การแยกเนื้อหางานและค่าตอบแทนช่วยให้ไม่เอารายรับคนละลักษณะไปรวมผิดฐาน

การสอนสดผ่านวิดีโอคอลมีผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหาและตอบผู้เรียนขณะให้บริการ จึงต่างจากคอร์สที่บันทึกไว้ล่วงหน้าและระบบเปิดสิทธิให้รับชมตามคำสั่งของผู้ใช้ งานออกแบบโฆษณาที่คนทำแล้วส่งทางอีเมลก็มีลักษณะต่างจากการซื้อพื้นที่โฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งสองคู่ใช้เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน แต่เครือข่ายทำหน้าที่ต่างกันระหว่างเป็นเครื่องมือส่งงานกับเป็นส่วนที่ทำให้บริการอัตโนมัติเกิดขึ้นได้

ความต่างนี้ส่งผลถึงหน้าที่ของผู้ซื้อโดยตรง สำหรับ e-Service ที่ขายแก่ผู้ไม่จด VAT หน้าที่ภายใต้ VES อยู่ที่ผู้ขายหรือแพลตฟอร์มต่างประเทศซึ่งถึงเกณฑ์ แต่สำหรับบริการจากต่างประเทศที่ไม่ใช่ e-Service และใช้ในไทย ผู้รับบริการไทยเป็นฝ่ายพิจารณา ภ.พ.36 แม้ตนไม่ได้จด VAT จึงไม่ควรใช้คำถามเพียงว่า “ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตหรือไม่” เป็นคำตอบสำเร็จรูป การจ้างคนทำงานให้เป็นรายกรณี กับการสมัครใช้ซอฟต์แวร์ที่ทำงานเอง เป็นความสัมพันธ์ด้านบริการคนละแบบ

รายรับเท่าไรจึงเริ่มนับ 30 วัน

ฐานสำหรับเกณฑ์จดทะเบียนคือรายรับที่ได้รับจริงจากบริการอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้ในไทยโดยผู้ซื้อที่ไม่จด VAT สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้นับภายในรอบระยะเวลาบัญชี ส่วนบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนที่ไม่เป็นนิติบุคคลให้นับในปีปฏิทิน วิธีนับเป็นเกณฑ์เงินสด จึงต้องดูวันที่ได้รับค่าบริการ ไม่ใช่เพียงวันที่เซ็นสัญญา เปิดบัญชีผู้ใช้ หรือออกเอกสารเรียกเก็บเงิน หากเพิ่งเริ่มกิจการระหว่างงวด ให้นับตั้งแต่วันเริ่มดำเนินธุรกิจในงวดนั้น

ตัวอย่างสมมติ: บริษัท SaaS ต่างประเทศได้รับเงินจากลูกค้าไทยที่ไม่จด VAT สะสมจนเท่ากับเกณฑ์พอดี การเท่ากับเกณฑ์ยังไม่ใช่การ “เกิน” วันที่ได้รับเงินอีกครั้งแล้วทำให้ยอดสะสมสูงกว่าเกณฑ์จึงเป็นวันที่เริ่มนับเวลายื่นจดทะเบียน การมีลูกค้าไทยที่จด VAT และชำระค่าสมาชิกพร้อมกันไม่ทำให้ฐานนี้เพิ่มขึ้น เพราะธุรกรรมของลูกค้ากลุ่มนั้นแยกไปอยู่ฝั่งผู้ซื้อยื่น ภ.พ.36 ตัวอย่างนี้แสดงเหตุที่ยอดขายรวมในรายงานการเงินไม่พอจะบอกวันเริ่มเส้นตาย

เมื่อมีการรับเงินหลายสกุล ต้องแปลงมูลค่าเป็นเงินบาทตามหลักเกณฑ์ภาษีที่เกี่ยวกับช่วงรับเงิน หากผู้ประกอบการขายเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทในเดือนที่เกิดความรับผิดภาษี ให้ใช้เงินบาทที่ได้รับจากการขายเงินนั้น หากไม่ได้ขายในเดือนดังกล่าว ให้ใช้อัตรารับซื้อถัวเฉลี่ยประเภทโอนของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณในวันทำการสุดท้ายของเดือน การบันทึกสกุลเงินและวันรับเงินพร้อมสถานะลูกค้าจึงช่วยให้การคำนวณยอดสะสมตรวจย้อนกลับได้

วันรับเงินยังสำคัญหลังจดทะเบียนด้วย เพราะความรับผิด VAT ของบริการอิเล็กทรอนิกส์เกิดเมื่อชำระค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน หากชำระด้วยบัตรเครดิต จุดเกิดความรับผิดสัมพันธ์กับการออกหลักฐานการใช้บัตร ดังนั้นสัญญาสมาชิกที่เรียกเก็บล่วงหน้าเป็นงวด กับสัญญามูลค่าเท่ากันที่ลูกค้ายังไม่ชำระ อาจปรากฏในเดือนภาษีต่างกัน การติดตามยอดเพื่อหาวันผ่านเกณฑ์ และการจัดยอดในแบบรายเดือน ล้วนต้องยึดเหตุการณ์รับชำระที่เกี่ยวข้อง

การสมัครใช้ซอฟต์แวร์แบบต่ออายุทำให้ยอดข้ามเกณฑ์ได้จากการรับชำระครั้งหนึ่งโดยไม่ต้องมีลูกค้าใหม่ ตัวอย่างสมมติคือผู้ขายมีรายการรับเงินเล็กหลายรายการจากผู้ซื้อที่ไม่จด VAT ตลอดรอบบัญชี แล้วการต่ออายุของลูกค้ารายเดิมทำให้ยอดสะสมเกินเกณฑ์ วันนั้นมีผลต่อกำหนดจดทะเบียนทันที ผู้ขายจึงต้องมองยอดสะสมตลอดงวดและระบุธุรกรรมที่ทำให้ข้ามเกณฑ์ให้ได้ การรอปิดงบแล้วดูเพียงยอดรวมทั้งปีอาจทำให้ไม่เห็นวันเริ่มนับเวลา

การให้ส่วนลดก็กระทบฐานรายรับตามจังหวะที่ให้ส่วนลด ส่วนลดที่ให้ในขณะให้บริการทำให้ค่าบริการที่นำไปคำนวณเป็นยอดหลังหักส่วนลด แต่การลดราคาในภายหลังมีหลักพิจารณาต่างออกไป ผู้ขายจึงควรแยกราคาที่ตกลงในวันที่ขายจากการปรับยอดภายหลัง ไม่ใช้ยอดสุทธิที่เห็นในระบบรับเงินเพียงค่าเดียวโดยไม่ดูที่มาของการปรับราคา โดยเฉพาะแพ็กเกจสมัครสมาชิกที่มีคูปองหรือการคืนเงิน

หลังเข้าเกณฑ์ต้องยื่นอะไรผ่าน VES

ผู้ให้บริการหรือแพลตฟอร์มต่างประเทศที่เข้าเงื่อนไขยื่นคำขอด้วยตนเองผ่านระบบ VAT for Electronic Service ของกรมสรรพากร ระบบนี้เปิดให้จดทะเบียน ยื่นแบบ และชำระภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ การจดทะเบียนเป็นของผู้ประกอบการที่มีหน้าที่ตามธุรกรรมนั้น ผู้ซื้อไทยไม่ต้องยื่นคำขอ VES แทนผู้ขาย และการขายผ่านแพลตฟอร์มอีกรายก็ไม่ทำให้หน้าที่ของยอดขายตรงหายไป หากรายได้จากช่องทางตรงของผู้ขายเองเข้าเงื่อนไข

การจดทะเบียนแยกตามผู้ประกอบการแต่ละราย ผู้ขายควรมีข้อมูลตัวตนนิติบุคคล ช่องทางให้บริการ ประเภทบริการ และผู้ติดต่อพร้อมก่อนยื่นคำขอ ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลต้องเตรียมเอกสารรับรองการจัดตั้งและอัปโหลดเอกสารผ่านระบบ จึงควรเผื่อเวลารวบรวมเอกสารภายในช่วงที่ต้องยื่น การกดสมัครในวันสุดท้ายโดยยังไม่ทราบว่ายอดใดเป็นของผู้ขายหรือของแพลตฟอร์ม อาจทำให้ระบุฐานรายรับผิดตั้งแต่ต้น

การมีรายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ไม่ได้ปิดทางเข้าระบบ เพราะผู้ประกอบการต่างประเทศสามารถจดทะเบียนโดยสมัครใจได้ แต่การตัดสินใจจดด้วยความสมัครใจต่างจากหน้าที่ที่เริ่มเมื่อยอดเกินเกณฑ์ ผู้ขายจึงต้องแยกเหตุผลการจดของตนให้ชัด หากธุรกิจมีลูกค้าทั้งที่จดและไม่จด VAT การจด VES เพื่อขายให้กลุ่มหลังไม่ทำให้ธุรกรรมของกลุ่มแรกย้ายจาก ภ.พ.36 มาเป็น VAT ที่ผู้ขายนำส่งผ่านระบบเดียวกัน

หลังจดทะเบียน ผู้ประกอบการยื่นแบบ ภ.พ.30.9 และชำระภาษีเป็นรายเดือนผ่าน VES โดยต้องยื่นแบบแม้เดือนนั้นไม่มีรายรับจากกิจการ การคำนวณในระบบนี้ใช้ภาษีขายโดยไม่มีสิทธิหักภาษีซื้อ และผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย VAT ไทยไม่ได้ ข้อจำกัดเรื่องใบกำกับภาษีมีความหมายต่อผู้ซื้อธุรกิจไทยที่ต้องการเอกสารภาษี จึงยิ่งต้องจัดประเภทผู้ซื้อที่จด VAT ให้ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนสมัครและชำระเงิน

ใบเรียกเก็บเงินหรือใบเสร็จเชิงพาณิชย์ที่ผู้ขายต่างประเทศส่งให้ลูกค้า ไม่ได้กลายเป็นใบกำกับภาษีตามกฎหมาย VAT ไทยเพียงเพราะแสดงค่าบริการและภาษีไว้ด้วยกัน ผู้ขายอาจออกเอกสารตามกฎหมายประเทศที่ตนตั้งอยู่ได้ แต่ต้องไม่ทำให้ผู้ซื้อไทยเข้าใจว่าเอกสารนั้นใช้แทนใบกำกับภาษีไทย ความต่างนี้สัมพันธ์กับวิธีนำส่งภาษีของผู้ซื้อที่จด VAT ซึ่งต้องจัดการธุรกรรมของตนผ่าน ภ.พ.36

แบบรายเดือนของผู้ขายต่างประเทศกับแบบ ภ.พ.36 ของผู้ซื้อไทยเกิดจากฐานหน้าที่คนละด้าน ผู้ขายหรือแพลตฟอร์มใช้ ภ.พ.30.9 สำหรับบริการอิเล็กทรอนิกส์ที่ตนต้องนำส่งแก่ผู้ซื้อที่ไม่จด VAT ส่วนผู้ซื้อที่จด VAT ใช้ ภ.พ.36 สำหรับการรับบริการจากต่างประเทศที่นำมาใช้ในไทย หากผู้ซื้อไม่ได้จด VAT แต่รับงานบริการที่คนทำจากต่างประเทศ ภ.พ.36 ก็ยังเป็นประเด็นของผู้รับบริการตามลักษณะงานนั้น การแยกผู้ยื่นแบบจึงต้องตามทั้งสถานะลูกค้าและประเภทบริการในแต่ละรายการ

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0