ทำ Media Kit ใน Beacons: สถิติอัปเดตเอง แต่เรตราคาต้องอธิบายได้

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|2 นาทีในการอ่าน
ทำ Media Kit ใน Beacons: สถิติอัปเดตเอง แต่เรตราคาต้องอธิบายได้

เริ่มทำ Media Kit ใน Beacons ด้วยการเชื่อมบัญชีโซเชียลที่ใช้เสนอแบรนด์ แล้วจัดหน้าให้เห็นกลุ่มผู้ชม ผลงาน รูปแบบงาน ราคา และทางติดต่อในลำดับที่อ่านง่าย รายละเอียด Media Kit ของ Beacons ระบุว่ายอดผู้ติดตาม อัตราการมีส่วนร่วม และสถิติหลักอัปเดตอัตโนมัติ ส่วนผลงานที่ผ่านมา เรตราคา และช่องทางติดต่อเป็นข้อมูลที่ครีเอเตอร์เพิ่มลงในหน้าได้

ให้คิดว่าหน้านี้เป็นข้อเสนอเบื้องต้นสำหรับแบรนด์ ไม่ใช่เพียงประวัติของครีเอเตอร์ ตัวเลขที่เปลี่ยนตามบัญชีที่เชื่อมช่วยให้ข้อมูลผู้ชมเป็นปัจจุบัน แต่ไม่ได้บอกว่าราคาหนึ่งรายการรวมงานผลิตอะไร แก้ไขได้แค่ไหน หรือให้แบรนด์นำคอนเทนต์ไปใช้อย่างไร คำตอบเหล่านี้ต้องเขียนเอง เพื่อให้แบรนด์ส่งบรีฟที่ตรงงานและขอราคาเพิ่มเติมได้

เริ่มสร้างหน้าและเชื่อมบัญชี

คู่มือสร้าง Media Kit ของ Beacons ให้เริ่มจากบัญชีผู้ใช้ เปิดเมนู Brand Collabs และเพิ่มบัญชีโซเชียลอย่างน้อยหนึ่งบัญชีก่อนปรับแต่งหน้า คู่มือระบุว่าสามารถข้ามขั้นตอนเชื่อมต่อไปก่อน แล้วกลับมาเชื่อมให้ครบภายหลังได้ หากต้องการให้สถิติจากช่องทางหลักปรากฏในข้อเสนอ ควรเชื่อมบัญชีนั้นก่อนแชร์ลิงก์ให้แบรนด์

เลือกช่องทางหลักตามงานที่ต้องการรับ หากเสนอคลิปสั้น ให้ใช้บัญชีที่เผยแพร่คลิปและมีตัวอย่างงานตรงกับบริการนั้น หากรับผลิตคอนเทนต์โดยไม่โพสต์บนช่องของตนเอง ให้แยกความสามารถด้านการผลิตออกจากตัวเลขผู้ติดตาม เพราะแบรนด์กำลังซื้อผลส่งมอบคนละแบบ การวางสองบริการไว้ใต้คำว่า “รีวิว” คำเดียวทำให้ขอบเขตราคาไม่ชัด

  1. ใส่ชื่อที่ใช้ทำงาน หัวข้อคอนเทนต์ และคำแนะนำตัวสั้น ๆ ให้ตรงกับบัญชีที่เชื่อม เพื่อให้แบรนด์รู้ว่ากำลังพิจารณาใคร
  2. วางข้อมูลผู้ชมถัดจากคำแนะนำตัว แล้วตามด้วยตัวอย่างผลงานที่ใกล้กับงานที่ต้องการรับ
  3. แสดงรูปแบบงานและราคาเบื้องต้นหลังหลักฐานผลงาน ก่อนปิดท้ายด้วยช่องทางรับบรีฟที่ตรวจเป็นประจำ
  4. เปิดลิงก์ในมุมมองผู้เยี่ยมชม ตรวจว่าลิงก์ผลงานเปิดถูกชิ้น และข้อมูลสำคัญไม่ถูกซ่อนไว้ในส่วนที่แบรนด์เข้าถึงไม่ได้

การเชื่อมบัญชีไม่ควรกลายเป็นเหตุให้รวมทุกช่องทางไว้เป็นยอดเดียว หากคลิปบนช่องหนึ่งกับภาพนิ่งอีกช่องเข้าถึงผู้ชมต่างกัน ให้ระบุว่าแบรนด์จะได้เผยแพร่บนช่องใด วิธีนี้ช่วยให้ข้อเสนอผูกกับพื้นที่เผยแพร่จริง แทนการใช้ยอดรวมที่ดูมากแต่ตอบโจทย์แคมเปญไม่ได้

ก่อนแชร์หน้า ให้ดูว่ารายการใดมาจากบัญชีที่เชื่อม และรายการใดเป็นข้อความที่คุณกรอกเอง ความต่างนี้สำคัญเมื่อเวลาผ่านไป เพราะคำแนะนำตัว ลิงก์ผลงาน และเงื่อนไขการรับงานอาจเก่าได้ แม้สถิติผู้ติดตามจะอัปเดตแล้ว

กรอกข้อมูลผู้ชมให้แบรนด์เห็นความเกี่ยวข้อง

ส่วนข้อมูลผู้ชมควรตอบว่าใครจะเห็นงาน และเหตุใดคนกลุ่มนั้นจึงเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่แบรนด์ต้องการสื่อ เริ่มจากหัวข้อคอนเทนต์ ช่องทางเผยแพร่ และลักษณะผู้ชมที่มีข้อมูลรองรับ แล้วค่อยใส่ตัวเลขที่ช่วยตัดสินใจ จำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียวบอกขนาดบัญชี แต่ไม่บอกว่าผู้ชมเหมาะกับงานประเภทใด

แม่แบบคำแนะนำตัวที่กรอกได้คือ “ฉันทำคอนเทนต์เรื่อง [หัวข้อ] บน [ช่องทาง] สำหรับผู้ชมที่สนใจ [ความสนใจ] โดยถนัด [รูปแบบการเล่าเรื่อง]” ถ้ารับงานหลายชนิด ให้เพิ่มว่า “งานที่เปิดรับคือ [รูปแบบงาน]” ใช้ถ้อยคำที่อธิบายสิ่งที่ทำจริง แทนคำกว้างอย่าง “ครีเอเตอร์ทุกไลฟ์สไตล์” ซึ่งแบรนด์นำไปจับคู่กับบรีฟได้ยาก

เลือกแสดงพื้นที่ ช่วงอายุ หรือความสนใจของผู้ชมเฉพาะข้อมูลที่บัญชีหรือเครื่องมือของคุณมีให้ดูจริง หากแคมเปญมุ่งผู้ซื้อในไทย ข้อมูลว่าผู้ชมอยู่ที่ใดช่วยมากกว่ายอดผู้ติดตามทั่วโลก หากขายงานเฉพาะพื้นที่ เช่น งานร้านอาหารในจังหวัดหนึ่ง ให้แยกผู้ชมในพื้นที่นั้นออกจากยอดรวมด้วยเมื่อมีข้อมูลรองรับ

สำหรับผลงานวิดีโอ ยอดดูอาจช่วยอธิบายการเข้าถึง ส่วนอัตราการมีส่วนร่วมช่วยอธิบายปฏิกิริยาของผู้ชม สองค่านี้ตอบคำถามต่างกัน จึงควรใส่ชื่อแพลตฟอร์มและช่วงเวลาของข้อมูลกำกับเสมอเมื่อคุณบันทึกตัวเลขเอง อย่าเอายอดดูของคลิปที่โดดเด่นที่สุดมาเรียกว่า “ยอดดูเฉลี่ย” หากไม่ได้คำนวณจากชุดงานที่ระบุไว้

  • “ผู้ชมหลัก: [กลุ่มหรือพื้นที่] บน [ช่องทาง]” ใช้เมื่อมีข้อมูลผู้ชมรองรับ
  • “หัวข้อที่ผู้ชมตอบรับ: [หัวข้อ] วัดจาก [ตัวชี้วัด] ใน [ช่วงเวลา]” ใช้เมื่อเก็บผลของโพสต์ไว้
  • “รูปแบบงานที่เหมาะ: [คลิปสั้นหรือรูปแบบอื่น] เพราะ [ความเกี่ยวข้องกับผู้ชม]” เป็นข้อเสนอของครีเอเตอร์ ไม่ใช่ตัวเลขจากระบบ

หากข้อมูลของแต่ละช่องทางต่างกัน ให้แสดงแยกกันในคำอธิบาย แม้หน้า Media Kit จะรวมสถิติบางส่วนได้ การเสนอคลิปบนช่องหนึ่งไม่ควรอาศัยผลของอีกช่องเป็นหลักฐานโดยไม่บอกความต่าง แบรนด์จะได้ประเมินช่องทางที่ซื้อจริงและตั้งคำถามต่อได้ตรงจุด

เลือกผลงานที่พิสูจน์สิ่งที่ส่งมอบ

ครีเอเตอร์ผลิตตัวอย่างวิดีโอที่แสดงชิ้นงานจริงเพื่อใช้ประกอบ Media Kit ใน Beacons

ผลงานตัวอย่างควรใกล้กับงานที่ต้องการขาย และเปิดให้แบรนด์ดูชิ้นต้นฉบับได้ ถ้ารับทำคลิปสาธิตสินค้า ให้เลือกคลิปที่เห็นวิธีเล่าเรื่องและผลลัพธ์ของชิ้นงานนั้น ถ้ารับผลิตไฟล์ให้แบรนด์นำไปลงเอง ให้ระบุว่าใครเป็นผู้เผยแพร่ เพราะยอดบนช่องครีเอเตอร์อาจไม่ใช่ผลที่งานประเภทนั้นรับประกัน

ใต้ตัวอย่างแต่ละชิ้น เขียนสั้น ๆ ว่า “โจทย์: [สิ่งที่ต้องสื่อ] / สิ่งที่ส่งมอบ: [ชิ้นงานและช่องทาง] / ผลที่วัดได้: [ตัวชี้วัดและช่วงเวลา]” ใส่เฉพาะผลที่ตรวจสอบได้และคุณมีสิทธิ์เปิดเผย หากโจทย์เป็นการสร้างการรับรู้ ยอดดูหรือการเข้าถึงอาจเกี่ยวข้อง หากโจทย์เป็นการพาคนไปหน้าสินค้า ข้อมูลการคลิกจะตรงกว่าเมื่อมีการวัดไว้จริง

ให้ระบุบทบาทของตนในงานร่วมกับแบรนด์ด้วย คำว่า “ทำแคมเปญ” อาจหมายถึงคิดแนวเรื่อง ถ่ายทำ ตัดต่อ เผยแพร่ หรือทำเพียงบางส่วน การบอกบทบาทช่วยให้แบรนด์รู้ว่าทักษะใดเป็นของคุณ และประเมินได้ว่าต้องจัดทีมเพิ่มสำหรับงานใหม่หรือไม่

งานที่ผลิตเองก็ใช้เป็นตัวอย่างได้ หากยังไม่มีลูกค้าแบรนด์ ให้เขียนว่าเป็นงานทดลองหรือผลงานส่วนตัว พร้อมบอกสิ่งที่ตั้งใจแสดง เช่น การถ่ายสินค้า การเขียนสคริปต์ หรือการตัดต่อ อย่านำชื่อแบรนด์ โลโก้ หรือผลลัพธ์ของลูกค้ามาวางในหน้าโดยไม่มีสิทธิ์เผยแพร่ โดยเฉพาะรายละเอียดที่เคยให้ภายใต้ข้อตกลงเฉพาะงาน

  • งานที่เผยแพร่บนช่องของตน: ระบุลิงก์ต้นฉบับ ช่องทาง และตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับโจทย์
  • งานที่ผลิตให้แบรนด์: ระบุไฟล์หรือชิ้นงานที่ส่งมอบ และบทบาทที่รับผิดชอบ โดยไม่อ้างยอดของช่องที่ตนไม่ได้เผยแพร่
  • งานตัวอย่างที่ทำเอง: ระบุชัดว่าเป็นตัวอย่างความสามารถ ไม่ใช่ผลแคมเปญที่มีลูกค้าจ้าง

หากผลลัพธ์เกิดจากหลายปัจจัย เช่น แบรนด์ซื้อโฆษณาเพิ่ม หรือใช้ช่องทางของแบรนด์ร่วมด้วย ให้แยกสิ่งที่คุณทำออกจากผลรวมของแคมเปญ คำอธิบายที่แม่นช่วยให้ผลงานน่าเชื่อถือกว่าการใช้ตัวเลขใหญ่โดยไม่บอกที่มา

เขียนเรตราคาให้เห็นงานและสิทธิ์ที่รวม

เรตราคาที่ใช้เสนอแบรนด์ต้องบอกได้ว่าแบรนด์ได้รับอะไร เริ่มจากชื่อบริการที่เป็นสิ่งส่งมอบจริง เช่น “ผลิตคลิปสั้นและเผยแพร่บนช่องครีเอเตอร์” หรือ “ผลิตคลิปให้แบรนด์นำไปเผยแพร่” แล้วระบุขอบเขตงานที่ทำให้สองบริการนี้มีราคาต่างกัน หากยังประเมินราคาไม่ได้จากข้อมูลที่มี ให้ใช้คำว่า “เสนอราคาตามบรีฟ” ดีกว่าลงตัวเลขที่ไม่มีขอบเขตรองรับ

สำหรับราคาตั้งต้น ให้ใช้โครง “เริ่มต้นที่ [จำนวน] บาท สำหรับ [ชิ้นงาน] เผยแพร่บน [ช่องทาง] รวม [สิ่งที่ส่งมอบและรอบแก้ไข]” ตัวเลขในวงเล็บเป็นช่องให้กรอก ไม่ใช่ราคาแนะนำ จากนั้นเขียนต่อว่า “การใช้ไฟล์ในโฆษณา การลงช่องของแบรนด์ และสิทธิ์เพิ่มเติม เสนอราคาแยกตามระยะเวลาและช่องทาง” แบรนด์จะรู้ทันทีว่าส่วนใดอยู่ในราคาและส่วนใดยังต้องคุย

แยกค่าแรงผลิตออกจากการใช้ผู้ชมบนช่องของคุณ งานที่ครีเอเตอร์ถ่ายและโพสต์เองรวมทั้งการผลิตกับการเผยแพร่ ส่วนงานที่ส่งไฟล์ให้แบรนด์นำไปลงอาจใช้แรงผลิตเท่ากัน แต่ไม่ได้ขายการเข้าถึงผู้ชมบนช่องครีเอเตอร์ การเขียนแยกช่วยให้แบรนด์เปรียบเทียบข้อเสนอได้ตรง และลดความเข้าใจว่าซื้อทุกสิทธิ์เพียงเพราะจ่ายค่าผลิตแล้ว

สิทธิ์ใช้งานต้องระบุช่องทางและระยะเวลาให้ชัด โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ต้องการนำคอนเทนต์ไปยิงโฆษณา ตัดต่อใหม่ หรือใช้ในสื่ออื่น สมมติว่าแบรนด์จ้างคลิปสำหรับโพสต์บนช่องครีเอเตอร์ แล้วภายหลังขอใช้ไฟล์เดียวกันในโฆษณาของแบรนด์ สิ่งส่งมอบเดิมอาจไม่เปลี่ยน แต่ขอบเขตการใช้เปลี่ยน จึงควรเสนอเงื่อนไขและราคาเพิ่มแยกจากงานเดิม

  • ระบุแพลตฟอร์มที่จะลงงาน และบอกว่าโพสต์บนช่องครีเอเตอร์ ช่องแบรนด์ หรือทั้งสองช่อง
  • ระบุระยะเวลาที่แบรนด์ใช้ไฟล์ได้ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อครบกำหนด
  • ระบุว่าอนุญาตให้ใช้โฆษณาแบบชำระเงินหรือไม่ และครอบคลุมการแก้ไขหรือตัดต่อซ้ำเพียงใด
  • ระบุจำนวนรอบแก้ไข กำหนดส่ง และผู้รับผิดชอบค่าสินค้า สถานที่ หรือการเดินทางที่จำเป็น
  • ระบุเงื่อนไขห้ามรับงานคู่แข่งเฉพาะเมื่อมีการตกลงเรื่องขอบเขตและระยะเวลา

หน้า Media Kit ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาฉบับเต็ม แต่ควรป้องกันความเข้าใจผิดในประเด็นที่เปลี่ยนราคาได้มาก เมื่อบรีฟมาถึง ค่อยยืนยันขนาดงาน ระยะเวลาใช้งาน และรายละเอียดสิทธิ์ในใบเสนอราคาหรือข้อตกลงของงานนั้น อย่าใช้คำว่า “ใช้ได้ทุกสื่อ” หากยังไม่ได้คิดมูลค่าของการใช้กว้างขนาดนั้น

เครื่องมือคำนวณราคาใน Beacons ช่วยตั้งต้นการพิจารณาเรตได้ แต่ตัวเลขที่จะเผยแพร่ควรย้อนอธิบายจากเวลาผลิต ค่าใช้จ่าย ขอบเขตงาน และสิทธิ์ที่รวม หากแบรนด์ขอรอบแก้ไขเพิ่ม ขอไฟล์ต้นฉบับ หรือขยายช่วงใช้โฆษณา คุณจะมีรายการที่นำมาปรับราคาได้ชัดเจน

ให้แบรนด์ติดต่อได้โดยไม่เปิดข้อมูลเกินจำเป็น

ปิดหน้าเสนอแบรนด์ด้วยอีเมลสำหรับงานหรือช่องทางรับบรีฟที่คุณตรวจเป็นประจำ บอกให้ผู้ติดต่อส่งชื่อสินค้า เป้าหมายงาน รูปแบบที่ต้องการ ช่องทางเผยแพร่ กำหนดส่ง และสิทธิ์ใช้งานที่คาดไว้ ข้อมูลชุดนี้ช่วยให้คุณประเมินได้ว่างานอยู่ในเรตที่แสดง หรือควรเสนอราคาเฉพาะโครงการ

ถ้ามีผู้จัดการหรือเอเจนซีรับงานแทน ให้แสดงช่องทางของผู้ที่ตอบเรื่องราคาและเงื่อนไขได้จริง หากอีเมลที่ลงไว้มีไว้รับข้อความทั่วไป แต่ต้องส่งต่อหลายทอดก่อนตกลงงาน แบรนด์อาจต้องถามซ้ำในเรื่องเดิม การระบุผู้รับผิดชอบจึงเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอ ไม่ใช่เพียงรายละเอียดท้ายหน้า

หน้าที่แชร์เป็นลิงก์ควรมีข้อมูลพอให้แบรนด์ตัดสินใจติดต่อ แต่ไม่ต้องเปิดที่อยู่บ้าน เลขบัญชี เอกสารยืนยันตัวตน หรือเบอร์ส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้รับงาน อย่าใส่ภาพหน้าจอหลังบ้านที่เห็นข้อมูลของผู้ติดตาม ลูกค้า หรือคู่ค้าโดยไม่จำเป็น ข้อมูลชำระเงินและเอกสารประกอบสัญญาค่อยส่งให้คู่สัญญาในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลผู้ชมก็ควรอยู่ในระดับภาพรวม หากต้องใช้กราฟหรือภาพหน้าจอจากระบบวิเคราะห์ ให้ดูว่ามีชื่อบัญชีหรือข้อมูลระบุตัวบุคคลอื่นติดมาหรือไม่ สำหรับงานเก่าที่มีข้อจำกัดการเปิดเผย ให้ขออนุญาตก่อนใช้ชื่อแบรนด์ ผลยอดขาย หรือคำรับรองในหน้าเสนอแบรนด์ การยกตัวอย่างโดยตัดรายละเอียดที่เปิดเผยไม่ได้ยังดีกว่าทำให้ข้อตกลงเดิมเสียหาย

แผนฟรีพอสำหรับ Media Kit หรือควรจ่ายเพิ่ม

การส่งมอบสินค้าที่ขายผ่าน Beacons Store ซึ่งมีเงื่อนไขค่าธรรมเนียมต่างจากการสร้าง Media Kit

หากเป้าหมายคือสร้างหน้าและส่งลิงก์เสนอแบรนด์ แผนฟรีครอบคลุมงานหลัก ตารางราคา Beacons ระบุว่าแผนฟรีมี Media Kit และลิงก์ไม่จำกัด ส่วนการขายสินค้าผ่านระบบคิดค่าธรรมเนียมธุรกรรม 9% และแผน Creator Plus ราคา 30 ดอลลาร์ต่อเดือนหรือ 300 ดอลลาร์ต่อปี โดยค่าธรรมเนียมผู้ขายของแพลตฟอร์มเป็น 0% ตัวเลขค่าธรรมเนียมนี้เกี่ยวกับการขายผ่านระบบ ไม่ใช่ค่าทำหรือแสดงหน้า Media Kit

ดังนั้น ครีเอเตอร์ที่ต้องการใช้หน้าแนะนำตัว ผลงาน และช่องทางติดต่อ ยังไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพียงเพื่อมี Media Kit การเลือกแผนเสียเงินควรเริ่มจากความสามารถที่ต้องใช้จริง เช่น การขายสินค้าผ่านระบบในปริมาณที่ทำให้ค่าธรรมเนียมมีนัยสำคัญ หรือเครื่องมืออื่นในแผนที่สูงขึ้น ราคาสมาชิกกับค่าธรรมเนียมขายเป็นค่าใช้จ่ายคนละประเภท จึงควรคิดแยกกัน

หากกำลังพิจารณาอัปเกรดเพื่อใช้โดเมนของตนเองหรือเครื่องมือเพิ่มเติม ให้ตรวจหน้าราคาของบัญชีก่อนชำระเงิน เพราะสิทธิ์ของแต่ละแผนอาจเปลี่ยนได้ สำหรับงานเสนอแบรนด์ สิ่งที่มีผลต่อคุณภาพข้อเสนอทันทีคือข้อมูลผู้ชมที่ตรงช่องทาง หลักฐานผลงานที่อธิบายผลได้ และเรตราคาที่บอกขอบเขตสิทธิ์ชัดเจน ส่วนเหล่านี้ต้องทบทวนเมื่อรูปแบบงานเปลี่ยน แม้สถิติจากบัญชีที่เชื่อมจะอัปเดตเอง

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0