
Mailchimp หรือ Brevo: รายชื่อใหญ่ส่งน้อยทำให้ราคาห่าง 165 ดอลลาร์

สำหรับฐานลูกค้า 50,000 รายชื่อที่ส่งเดือนละ 4 ครั้ง ตัวอย่างของ InboxEagle ประเมิน Mailchimp ราว 230 ดอลลาร์และ Brevo Starter ราว 65 ดอลลาร์ต่อเดือน ห่างกัน 165 ดอลลาร์. ตัวเลขนี้แสดงว่ารายชื่อใหญ่แต่ส่งไม่บ่อยอาจทำให้โครงสร้างราคาของ Brevo ได้เปรียบ ทว่าไม่ใช่ราคาของแผนที่มีฟีเจอร์เท่ากัน และไม่ควรใช้เป็นงบซื้อบริการโดยตรง.
คำตอบสำหรับธุรกิจในไทยจึงขึ้นอยู่กับทั้งจำนวนรายชื่อและจำนวนอีเมลที่ส่งจริง. Mailchimp คิดราคาแผนการตลาดตามขั้นผู้ติดต่อและระดับฟีเจอร์ ส่วน Brevo ให้เลือกขั้นปริมาณส่งรายเดือนโดยแต่ละขั้นมีเพดานผู้ติดต่อ. เมื่อฐานโตแต่ส่งห่างกันหลายสัปดาห์ ต้นทุนสองระบบอาจต่างกันมาก; เมื่อส่งถี่หรือมีข้อความอัตโนมัติเพิ่มขึ้น ส่วนต่างนั้นอาจแคบลง.
ตัวเลข 165 ดอลลาร์ต่างจากราคา Standard ที่เทียบกันอย่างไร
การคำนวณให้เทียบงานระดับเดียวกันด้านล่างใช้ Standard ของทั้งสองบริการและการจ่ายรายเดือนเป็นดอลลาร์สหรัฐ. ตารางราคา Mailchimp ของ Hejlsvig Consulting ซึ่งตรวจราคาเมื่อ 2 ตุลาคม 2026 ระบุ Standard ที่ 100 ดอลลาร์สำหรับไม่เกิน 5,000 รายชื่อ, 135 ดอลลาร์สำหรับไม่เกิน 10,000 รายชื่อ และ 450 ดอลลาร์สำหรับไม่เกิน 50,000 รายชื่อต่อเดือน. ตัวเลขเป็นราคาก่อนภาษีและส่วนลด; จำนวนรายชื่อที่ใช้คิดเงินอาจรวมผู้ที่ยกเลิกรับข่าวสารแต่ยังไม่ได้ถูกเก็บเข้าคลัง.
ฝั่ง Brevo ตารางราคาที่ Omnisend รวบรวมสำหรับสิงหาคม 2026 ระบุ Standard ที่ 69 ดอลลาร์สำหรับ 20,000 อีเมล, 89 ดอลลาร์สำหรับ 40,000, 97 ดอลลาร์สำหรับ 50,000, 119 ดอลลาร์สำหรับ 80,000, 249 ดอลลาร์สำหรับ 250,000 และ 429 ดอลลาร์สำหรับ 500,000 อีเมลต่อเดือน. ราคาเพิ่มเป็นขั้นตามโควตาที่เลือก ไม่ได้เพิ่มทีละดอลลาร์ตามอีเมลทุกฉบับ. ตารางนี้เป็นจุดตั้งต้นของตัวอย่าง ไม่ใช่ใบเสนอราคาสำหรับทุกประเทศหรือทุกบัญชี.
เมื่อนำราคา Standard มาคิดกับ 50,000 รายชื่อที่รับอีเมลคนละ 4 ฉบับต่อเดือน ยอดส่งสมมติคือ 200,000 อีเมล. Mailchimp อยู่ที่ 450 ดอลลาร์ ส่วน Brevo ต้องเลือกขั้นที่รองรับ 250,000 อีเมลซึ่งอยู่ที่ 249 ดอลลาร์ จึงต่างกัน 201 ดอลลาร์. การเพิ่มจาก 200,000 ไปยังขั้น 250,000 เป็นการซื้อโควตาให้พอใช้ ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะส่งครบโควตานั้น.
ตัวอย่างส่วนต่าง 165 ดอลลาร์ใช้ Brevo Starter ที่ 65 ดอลลาร์สำหรับการส่ง 200,000 อีเมล แต่โครงสร้างแผนที่เผยแพร่ภายหลังให้ Starter เลือกได้สูงสุด 100,000 อีเมลต่อเดือน. ราคา Mailchimp ราว 230 ดอลลาร์ในตัวอย่างเดียวกันก็ไม่ตรงกับราคา Standard สำหรับ 50,000 รายชื่อในตารางที่ตรวจภายหลัง. ความต่างจึงเกิดจากราคา ระดับแผน และช่วงเวลาของข้อมูลที่ไม่ตรงกัน; หากต้องการระบบอัตโนมัติของ Standard ให้ใช้งบจากการเทียบ Standard ทั้งคู่.
ฐาน 5,000, 10,000 และ 50,000 รายชื่อ ส่งบ่อยแค่ไหนจึงเปลี่ยนราคา
แบบจำลองนี้สมมติว่าทุกครั้งส่งถึงรายชื่อทั้งหมด ไม่มีการแบ่งกลุ่ม ไม่มีข้อความธุรกรรม และไม่มีอีเมลจากระบบอัตโนมัติเพิ่มเติม. คูณจำนวนรายชื่อด้วยจำนวนครั้งที่ส่ง แล้วเลือกขั้น Brevo Standard ที่รองรับทั้งยอดส่งและจำนวนผู้ติดต่อ. สำหรับ Mailchimp Standard ราคายังคงผูกกับขั้นผู้ติดต่อ ตราบใดที่ยอดส่งไม่เกินเพดานของขั้นนั้น.
- 5,000 รายชื่อ: ส่งเดือนละ 1 ครั้งเท่ากับ 5,000 อีเมล แต่การเก็บรายชื่อทั้งหมดบน Brevo Standard ต้องใช้ขั้นอย่างน้อย 20,000 อีเมล. ราคาจึงเป็น Mailchimp 100 ดอลลาร์เทียบกับ Brevo 69 ดอลลาร์. ส่ง 4 ครั้งรวม 20,000 อีเมล ราคายังเป็น 100 เทียบกับ 69 ดอลลาร์; ส่ง 8 ครั้งรวม 40,000 อีเมล ราคาเป็น 100 เทียบกับ 89 ดอลลาร์.
- 10,000 รายชื่อ: ส่ง 1 ครั้งรวม 10,000 อีเมล แต่เพดานเก็บรายชื่อทำให้ Brevo Standard ยังต้องเริ่มที่ขั้น 20,000 อีเมล. ค่าแผนเป็น Mailchimp 135 ดอลลาร์เทียบกับ Brevo 69 ดอลลาร์. ส่ง 4 ครั้งรวม 40,000 อีเมล ราคาเป็น 135 เทียบกับ 89 ดอลลาร์; ส่ง 8 ครั้งรวม 80,000 อีเมล ราคาเป็น 135 เทียบกับ 119 ดอลลาร์.
- 50,000 รายชื่อ: ส่ง 1 ครั้งรวม 50,000 อีเมล ราคา Mailchimp 450 ดอลลาร์เทียบกับ Brevo 97 ดอลลาร์. ส่ง 4 ครั้งรวม 200,000 อีเมล ราคาเป็น 450 เทียบกับ 249 ดอลลาร์เพราะ Brevo ต้องขยับไปขั้น 250,000 อีเมล. ส่ง 8 ครั้งรวม 400,000 อีเมล ราคาเป็น 450 เทียบกับ 429 ดอลลาร์เมื่อเลือกขั้น 500,000 อีเมล.
ผลของความถี่เห็นชัดที่สุดในฐานใหญ่. สำหรับ 50,000 รายชื่อ ส่วนต่างตามแบบจำลองคือ 353 ดอลลาร์เมื่อส่งครั้งเดียว, 201 ดอลลาร์เมื่อส่ง 4 ครั้ง และ 21 ดอลลาร์เมื่อส่ง 8 ครั้ง. ดังนั้นคำตอบว่าแพลตฟอร์มใดถูกกว่าเปลี่ยนได้แม้จำนวนลูกค้าไม่เปลี่ยน เพราะ Brevo ขยับตามยอดส่ง ส่วนราคา Mailchimp ในช่วงตัวอย่างนี้ยังอยู่ในขั้นผู้ติดต่อเดิม.
ฐานเล็กให้ภาพต่างออกไป. ที่ 5,000 รายชื่อและส่ง 8 ครั้ง ส่วนต่างเหลือ 11 ดอลลาร์ต่อเดือน; ที่ 10,000 รายชื่อและส่ง 8 ครั้ง เหลือ 16 ดอลลาร์. ส่วนต่างระดับนี้อาจเล็กกว่าค่าใช้จ่ายของฟีเจอร์เสริมที่ทีมต้องใช้ จึงควรเทียบความสามารถของแผนพร้อมกับราคา ไม่ใช่อ่านเฉพาะตัวเลขรายเดือน.
แบบจำลองยังเผยต้นทุนที่มักถูกมองข้าม: ยอดส่งจริงอาจไม่เท่ากับจำนวนแคมเปญคูณฐานทั้งหมด. หากร้านค้าแบ่งกลุ่มผู้รับแต่ละแคมเปญ ยอดส่งจะต่ำกว่าตัวอย่าง; หากมีอีเมลต้อนรับ ติดตามตะกร้า หรือข้อความหลังซื้อ ยอดส่งจะสูงกว่า. ในระบบที่ขายโควตาส่ง ความต่างนี้อาจทำให้ต้องเลือกคนละขั้นราคา แม้จำนวนรายชื่อปลายเดือนเท่ากัน.
เพดานผู้ติดต่อและค่าใช้จ่ายส่วนเกินอยู่ตรงไหน
คำอธิบายแผนของ Brevo ระบุว่า Standard ขั้น 5,000, 10,000 และ 15,000 อีเมลเก็บผู้ติดต่อได้สูงสุด 500, 1,500 และ 2,500 รายชื่อตามลำดับ; ตั้งแต่ขั้น 20,000 ถึง 500,000 อีเมลจึงเก็บได้สูงสุด 500,000 รายชื่อ. หากบัญชีชนเพดานผู้ติดต่อของขั้นต้น ระบบจะแจ้งเตือนและเลื่อนขึ้นขั้นถัดไปโดยอัตโนมัติเมื่อถึงหรือเกินเพดาน ทำให้ค่าสมัครเพิ่ม. นี่เป็นเหตุผลที่การดูจำนวนอีเมลอย่างเดียวจะประเมิน Brevo ต่ำเกินจริงสำหรับฐาน 5,000 หรือ 10,000 รายชื่อที่ส่งเพียงครั้งเดียว.
แผน Free ของ Brevo เก็บรายชื่อได้มากกว่าแผนจ่ายเงินขั้นต้นบางขั้น แต่จำกัดการส่งเป็นรายวัน. ร้านค้าที่ต้องส่งแคมเปญถึงลูกค้าหลายพันคนในวันเดียวจึงไม่อาจใช้คำว่าเก็บรายชื่อได้เป็นตัวแทนของความสามารถในการส่ง. สำหรับฐานใหญ่ เงื่อนไขสำคัญคือทั้งสองเพดานต้องพอพร้อมกัน: จำนวนคนที่เก็บและจำนวนข้อความที่ออกจริง.
Brevo มีเครดิตอีเมลจ่ายล่วงหน้าสำหรับยอดส่งเพิ่มเป็นครั้งคราว และเครดิตนั้นไม่หมดอายุ. ทางเลือกนี้อาจเหมาะกับเดือนที่มีแคมเปญพิเศษ แต่ราคาของเครดิตต้องนำไปรวมกับค่าแผนก่อนเทียบกับการขยับขั้นรายเดือน. หากยอดส่งสูงสม่ำเสมอ การซื้อเครดิตทุกเดือนกับการเปลี่ยนขั้นเป็นการตัดสินใจด้านต้นทุนคนละแบบ.
Mailchimp Standard ให้โควตาส่งรายเดือนเป็น 12 เท่าของจำนวนผู้ติดต่อสูงสุดในขั้นราคา. ตัวอย่างที่ส่งถึงทุกคน 8 ครั้งจึงยังไม่ชนเพดานส่งตามสมมติฐานนี้ แต่บัญชีแบบจ่ายเงินมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินเมื่อเกินเพดานผู้ติดต่อหรือเพดานส่ง. ราคาคงที่ในรายการตัวอย่างจึงไม่ใช่เพดานของใบแจ้งหนี้ โดยเฉพาะบัญชีที่มีผู้ติดต่อมากกว่าที่คิดหรือมีข้อความเพิ่มเติมนอกแคมเปญหลัก.
จำนวนผู้ติดต่อที่นำไปคิดเงินก็มีความหมายต่างจากจำนวนคนที่ยังเปิดอ่าน. Mailchimp นับผู้ที่ยกเลิกรับข่าวสารแต่ยังอยู่ในบัญชีจนกว่าจะเก็บเข้าคลังหรือลบตามเงื่อนไขของบริการ. ฐานที่โตจากข้อมูลเก่าอาจดันบัญชีขึ้นขั้นราคา แม้จำนวนผู้รับแคมเปญจริงไม่ได้เพิ่ม. ผลทางธุรกิจคือฐาน 10,000 คนที่ใช้งานจริงกับฐาน 10,000 คนที่มีผู้รับไม่พร้อมติดต่อจำนวนมากอาจจ่ายเท่ากัน แต่ได้โอกาสเข้าถึงลูกค้าต่างกัน.
ระบบอัตโนมัติเปลี่ยนทั้งฟีเจอร์และยอดส่ง
การเทียบ Standard ทั้งคู่มีเหตุผลเมื่อทีมต้องการโฟลว์อัตโนมัติมากกว่าการส่งจดหมายข่าวเป็นครั้งคราว. Mailchimp Essentials จำกัดจำนวนขั้นในแต่ละโฟลว์ ขณะที่ Standard รองรับงานอัตโนมัติที่ซับซ้อนขึ้น. Brevo Starter จำกัดจำนวนผู้ติดต่อที่เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ ส่วน Standard เปิดให้ใช้กับฐานผู้ติดต่อที่ใหญ่ขึ้น. ชื่อระดับแผนเหมือนกันจึงไม่ได้หมายความว่ารายการฟีเจอร์หรือขีดจำกัดเหมือนกันทุกข้อ.
สำหรับร้านค้าออนไลน์ อีเมลต้อนรับและติดตามหลังซื้อสร้างยอดส่งนอกตารางแคมเปญปกติ. หากลูกค้าแต่ละคนกระตุ้นข้อความหลายฉบับในเดือนเดียว Brevo จะใช้โควตาเร็วขึ้นกว่าตัวเลขที่คิดจากจดหมายข่าวล้วน. ฝั่ง Mailchimp ต้องดูว่าฟีเจอร์ที่ใช้ต้องอยู่บน Standard หรือไม่ แล้วจึงนำยอดส่งทั้งหมดไปเทียบกับเพดานของขั้นผู้ติดต่อ.
ตัวอย่างแบบมีเงื่อนไขช่วยเห็นขอบเขตของแบบจำลอง: ฐาน 50,000 รายชื่อส่งแคมเปญถึงทุกคน 8 ครั้งใช้ 400,000 อีเมล เหลือพื้นที่ในขั้น Brevo 500,000 อีเมลอีก 100,000 ฉบับ. หากข้อความอัตโนมัติและข้อความประเภทอื่นรวมกันเกินพื้นที่นั้น ค่าใช้จ่ายจะไม่ใช่ 429 ดอลลาร์ตามตาราง. ใน Mailchimp ขั้น 50,000 รายชื่อมีเพดานตามสูตร 12 เท่าหรือ 600,000 อีเมลต่อเดือน จึงมีพื้นที่สำหรับยอดส่งเพิ่มภายใต้สมมติฐานเดียวกัน.
ความสามารถด้านอีเมลธุรกรรมก็ต้องคิดแยกจากการตลาด. Brevo รวมการส่งประเภทนี้ไว้ในระบบและนับการใช้งานตามโควตาอีเมลที่เกี่ยวข้อง ส่วน Mailchimp มีผลิตภัณฑ์ Transactional Email เป็นส่วนเสริมของแผนที่รองรับ. ร้านค้าที่ส่งใบยืนยันคำสั่งซื้อจำนวนมากจึงไม่ควรนำราคาจดหมายข่าวล้วนไปเทียบเป็นต้นทุนอีเมลทั้งหมดของธุรกิจ.
ผลเข้ากล่องหลักช่วยตัดสินราคาได้แค่ไหน
การทดสอบของ CompareVue รายงานอัตราเข้ากล่องหลัก 91.2% สำหรับ Mailchimp และ 93.8% สำหรับ Brevo จากการส่งแคมเปญเหมือนกันผ่านทั้งสองระบบเป็นเวลา 6 สัปดาห์ไปยังรายชื่อที่เพิ่งยินยอมรับข่าวสาร. ส่วนต่างของชุดทดสอบคือ 2.6 จุดเปอร์เซ็นต์. ผลนี้เป็นอัตราของรายชื่อ โดเมน และวิธีส่งที่ใช้ในการทดสอบ ไม่ใช่อัตราที่บัญชีในไทยจะได้รับแน่นอน.
อัตราเข้ากล่องหลักต่างจากอัตราที่เซิร์ฟเวอร์ปลายทางรับอีเมล. ข้อความอาจถูกยอมรับแล้วไปอยู่ในโฟลเดอร์สแปมหรือหมวดอื่น ทำให้ตัวเลขการส่งสำเร็จอย่างเดียวตอบไม่ได้ว่าลูกค้าเห็นข้อความในตำแหน่งที่ต้องการหรือไม่. คุณภาพรายชื่อ การยืนยันโดเมน และรูปแบบการส่งมีผลต่อปลายทาง จึงไม่อาจใช้ผลทดสอบชุดเดียวหักล้างส่วนต่างราคาของบัญชีใดบัญชีหนึ่ง.
การทดสอบดังกล่าวไม่ได้ให้ราคาแผน Standard สำหรับทุกขนาดฐานในตัวอย่างต้นทุนข้างต้น และตารางราคาในบททดสอบมีชื่อแผนบางรายการต่างจากโครงสร้างแผนที่ใช้อ้างอิงในแบบจำลอง. จึงเหมาะใช้ประกอบคำถามเรื่องการส่งถึงกล่องหลักภายใต้เงื่อนไขของการทดลอง มากกว่าใช้แทนใบเสนอราคาหรือคาดการณ์ผลส่งของร้านค้า. ทีมที่มีโดเมนและฐานลูกค้าของตนเองจะได้คำตอบที่ตรงกว่าเมื่อวัดผลกับผู้รับของตน.
เลือกจากรูปแบบการส่งจริง
ถ้าธุรกิจมีฐานใหญ่แต่ส่งแคมเปญไม่บ่อย Brevo Standard มีต้นทุนต่ำกว่าในสถานการณ์สมมติทั้งเก้าแบบข้างต้น. ข้อได้เปรียบมากที่สุดอยู่ที่ฐาน 50,000 รายชื่อซึ่งส่งครั้งเดียว และหดลงเมื่อส่งถึงทุกคนบ่อยขึ้น. Mailchimp Standard อาจคุ้มขึ้นเมื่อความถี่ส่งสูงจนส่วนต่างราคาเหลือน้อย หรือเมื่อทีมต้องใช้ความสามารถเฉพาะของแผนและการเชื่อมต่อที่มีอยู่แล้ว.
งบที่ใช้ตัดสินใจควรรวมรายชื่อที่ระบบคิดเงินจริง แคมเปญที่ส่งถึงแต่ละกลุ่ม ข้อความอัตโนมัติ อีเมลธุรกรรม และส่วนเสริมที่จำเป็น. สำหรับ Brevo ให้ดูทั้งเพดานผู้ติดต่อและขั้นยอดส่ง; สำหรับ Mailchimp ให้ดูขั้นผู้ติดต่อและโควตาส่งควบกัน. เมื่อใส่ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งสองฝั่ง ความต่างของราคาจะสะท้อนพฤติกรรมการส่งของธุรกิจมากกว่าตัวเลขเปรียบเทียบที่ย้ายข้ามแผนหรือข้ามช่วงราคา.
อ่านเพิ่มเติม:
บทความที่เกี่ยวข้อง


Resend หรือ Postmark: ส่ง 100,000 ฉบับ ราคาห่าง 80 ดอลลาร์

MailerLite หรือ Kit: ฟรี 10,000 คนอาจแพ้เมื่อเริ่มทำ Automation

LinkDM หรือ ManyChat: 25,000 ข้อความถูกกว่า แต่โฟลว์ขายอาจตื้นกว่า

Modash หรือ HypeAuditor: ฐาน 380 ล้านโปรไฟล์อาจแพ้ราคาที่รู้ก่อน

Meta ให้ AI เปลี่ยนงบโฆษณาด้วยคำสั่ง แต่ร่างยังต้องผ่านคนอนุมัติ
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ