ลบข้อมูลส่วนตัวจาก Google: ผลค้นหาหาย แต่ข้อมูลต้นทางยังอยู่

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|2 นาทีในการอ่าน| 3
ลบข้อมูลส่วนตัวจาก Google: ผลค้นหาหาย แต่ข้อมูลต้นทางยังอยู่

หากเบอร์โทร ที่อยู่บ้าน อีเมล หรือข้อมูลอ่อนไหวของคุณปรากฏใน Google Search ให้เริ่มจากระบุหน้าเว็บที่เผยแพร่ข้อมูล แล้วส่งคำขอนำผลค้นหาออกตามชนิดข้อมูล ข้อมูลติดต่อใช้ Results about you ได้ ส่วนเลขเอกสาร บัญชีธนาคาร และข้อมูลอ่อนไหวอื่นใช้แบบฟอร์มคำขอโดยละเอียด หลักเกณฑ์ข้อมูลส่วนตัวของ Google ระบุว่าคำขอครอบคลุมผลค้นหาที่ชี้ไปยัง URL ที่แจ้ง ไม่ได้ลบเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูล

หากต้องการให้ข้อมูลหายจากหน้าต้นทางด้วย ต้องขอให้เจ้าของเว็บไซต์แก้ไขหรือลบหน้านั้นแยกต่างหาก หลังผลค้นหาถูกนำออก คนที่มีลิงก์ตรงยังอาจเปิดหน้าเดิมได้ และอาจพบลิงก์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือเครื่องมือค้นหาอื่น การลบประวัติการค้นหาในบัญชีส่วนตัวเป็นอีกการกระทำหนึ่ง เพราะเปลี่ยนเพียงรายการกิจกรรมของบัญชีนั้น ไม่ได้แก้หน้าเว็บหรือผลค้นหาสาธารณะ

เลือกช่องทางให้ตรงกับข้อมูลที่ปรากฏ

ให้ดูว่าข้อมูลที่กังวลเป็นข้อมูลติดต่อ ข้อมูลระบุตัวตนที่เป็นความลับ หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่คุณควบคุมเอง คำแนะนำ Results about you ครอบคลุมการค้นหาและขอนำผลที่มีหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัว ที่อยู่บ้าน หรืออีเมลออก รวมถึงการติดตามคำขอของข้อมูลติดต่อเหล่านี้ ฟีเจอร์บางส่วนกำลังเปิดให้ผู้ใหญ่ในบางตลาด จึงอาจไม่ปรากฏในทุกบัญชี

  • เบอร์โทรส่วนตัว ที่อยู่บ้าน และอีเมล: เปิด Results about you แล้วเพิ่มชื่อกับข้อมูลติดต่อที่ต้องการให้ระบบค้นหา เมื่อพบผลที่เกี่ยวข้อง ให้เปิดรายการนั้นแล้วส่งคำขอนำออก หากคุณพบผลค้นหาอยู่แล้ว สามารถเปิดเมนูของผลนั้นและเลือกรายงานข้อมูลติดต่อได้โดยตรง เป้าหมายของคำขอคือ URL ที่ปรากฏใน Search ไม่ใช่ทั้งโดเมน
  • เลขประจำตัวที่เป็นความลับ: ใช้แบบฟอร์มคำขอนำข้อมูลส่วนบุคคลออก เลือกประเภทเลขประจำตัวที่หน่วยงานรัฐออกให้และระบุ URL ของหน้าที่เผยแพร่เลขนั้น ตัวอย่างที่เกี่ยวกับผู้อ่านในไทยคือเลขบัตรประชาชนที่ถูกเปิดเผยในฐานะข้อมูลระบุตัวตนที่เป็นความลับ อย่าส่งเลขเอกสารทุกชนิดรวมกันโดยไม่เลือกหมวดที่ตรงกับข้อมูลจริง
  • เลขบัญชีธนาคารหรือเลขบัตรเครดิต: ใช้แบบฟอร์มคำขอโดยละเอียดเช่นกัน หากข้อมูลอยู่ในภาพหรือไฟล์ที่เปิดจากหน้าเว็บ ให้เก็บ URL ของหน้าที่แสดงข้อมูลและตำแหน่งที่เห็นเลขไว้ ผู้ตรวจต้องเห็นว่าข้อมูลที่แจ้งปรากฏใน URL ที่ขอให้นำออกจริง
  • ภาพลายเซ็น ภาพบัตรประจำตัว เวชระเบียน หรือชื่อผู้ใช้พร้อมรหัสผ่านที่เป็นความลับ: เลือกหมวดข้อมูลอ่อนไหวในแบบฟอร์มและอธิบายว่าข้อมูลอยู่ตรงไหนของหน้า สำหรับข้อมูลในภาพ ควรแยกให้ชัดระหว่าง URL หน้าเว็บกับภาพที่อยู่ในหน้านั้น หากแบบฟอร์มถามหา URL ของภาพ ให้ใช้ลิงก์ภาพตามที่ช่องนั้นกำหนด
  • ข้อมูลส่วนตัวพร้อมการข่มขู่หรือการรวบรวมเพื่อคุกคาม: เลือกช่องทางรายงานการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อกลั่นแกล้งเมื่อหน้าเว็บมีการข่มขู่โดยชัดแจ้งหรือโดยนัย หรือรวมข้อมูลส่วนตัวจำนวนมากโดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย การมีข้อมูลส่วนตัวเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ทุกกรณีเข้าหมวดนี้
  • หน้าเว็บหรือบัญชีที่คุณแก้ไขเองได้: ลบหรือปิดบังข้อมูลจากโพสต์ เว็บไซต์ หรือบล็อกของคุณก่อน เพราะคุณควบคุมต้นฉบับได้โดยตรง หากหน้าที่แก้แล้วไม่แสดงข้อมูลอีก แต่ Google Search ยังแสดงข้อความเก่า ให้ใช้คำขอรีเฟรชผลค้นหาที่ล้าสมัย

สำหรับผู้เยาว์ที่มีข้อมูลติดต่อปรากฏ หรือการยื่นแทนบุคคลอื่น ให้ใช้แบบฟอร์มคำขอโดยละเอียด ผู้ยื่นแทนควรบอกความสัมพันธ์กับเจ้าของข้อมูลและส่งข้อมูลที่แบบฟอร์มถามตามจริง หากฟีเจอร์ในบัญชีไม่แสดงปุ่มนำผลออก นั่นเป็นเหตุให้พิจารณาช่องทางแบบฟอร์มที่ตรงกับกรณี ไม่ใช่ข้อสรุปว่าข้อมูลไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณา

การตั้งค่าตรวจหาใน Results about you รองรับชื่อเล่น นามสกุลเดิม เบอร์โทร ที่อยู่ และอีเมลมากกว่าหนึ่งรายการ จึงควรเพิ่มรูปแบบที่เคยใช้จริง หากเปิดการแจ้งเตือน ระบบสามารถแจ้งเมื่อพบผลที่ตรงกับข้อมูลที่ป้อน การแจ้งเตือนช่วยให้เห็นผลใหม่ แต่แต่ละผลยังต้องตรวจว่าข้อมูลนั้นเป็นของคุณและควรส่งคำขอหรือไม่ การทำเครื่องหมายว่าตรวจสอบแล้วเป็นอีกทางเลือกสำหรับผลที่คุณไม่ต้องการยื่นคำขอ

ข้อมูลที่เพิ่มเพื่อการตรวจหาถูกใช้จับคู่กับผลค้นหาและดำเนินการตามคำขอ หากเลิกใช้การติดตาม คุณสามารถลบข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มไว้จากการตั้งค่าของฟีเจอร์ได้ การปิดการติดตามในบัญชีไม่เท่ากับการขอให้เจ้าของเว็บลบข้อมูลเดิม จึงควรเลือกตามปัญหาที่ต้องการแก้จริง

เก็บ URL และหลักฐานให้ตรงกับผลค้นหา

เริ่มจากค้นหาชื่อหรือรูปแบบข้อมูลที่ทำให้พบผลนั้น แล้วเปิดผลค้นหาเพื่อดูว่าเว็บปลายทางเผยแพร่ข้อมูลอยู่จริงหรือไม่ คัดลอก URL ของหน้าปลายทางที่มีข้อมูล ไม่ใช้เพียงลิงก์หน้ารวมผลค้นหา หากข้อมูลอยู่หลายหน้า ให้เก็บ URL แต่ละหน้าแยกกัน เพราะคำขอพิจารณาเฉพาะ URL ที่ระบุ การส่งลิงก์หน้าแรกของเว็บไซต์แทนหน้าเฉพาะที่มีข้อมูลอาจทำให้ผู้ตรวจไม่พบสิ่งที่ร้องเรียน

จดตำแหน่งข้อมูลในแต่ละหน้าให้ชัด เช่น อยู่ในข้อความหลัก ภาพบัตรที่ฝังไว้ คำบรรยายภาพ หรือไฟล์ที่หน้าเว็บเชื่อมไป หากมีหน้าเว็บหลายเวอร์ชันที่ URL ต่างกัน ให้ตรวจแต่ละเวอร์ชันก่อนยื่น ไม่ควรเดาว่าการแจ้งหน้าเดียวครอบคลุมทุกสำเนา สำหรับผลค้นหาที่แสดงเพียงตัวอย่างข้อความ ให้เปิดปลายทางด้วยเพื่อแยกว่าเว็บยังเผยแพร่ข้อมูลอยู่ หรือข้อความที่เห็นใน Search เป็นข้อมูลเก่าหลังเว็บแก้ไขแล้ว

เก็บภาพหน้าจอเท่าที่ช่วยระบุตำแหน่งข้อมูลและบริบทของ URL ได้ หากภาพติดรายละเอียดของบุคคลอื่น เลขเอกสารส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือข้อมูลติดต่อที่ไม่ได้ร้องเรียน ให้ปิดบังส่วนเกินก่อนแนบ แต่ต้องเหลือส่วนที่ใช้ตรวจสอบว่าข้อมูลของคุณปรากฏจริง อย่าปิดทับข้อมูลที่เป็นหัวใจของคำขอทั้งหมด เพราะภาพเช่นนั้นอาจไม่ช่วยจับคู่คำร้องกับหน้าเว็บ

ตรวจรูปแบบชื่อและข้อมูลที่กรอกให้ตรงกับผลที่พบ ชื่อเล่น นามสกุลเดิม เบอร์โทรหลายหมายเลข หรือที่อยู่เก่าอาจทำให้การค้นหาพบคนละชุดผล หากผลหนึ่งมีทั้งเบอร์และที่อยู่ ช่องรายงานจากผลค้นหาให้ระบุข้อมูลติดต่อหนึ่งประเภทตามที่แบบฟอร์มถาม โดยไม่จำเป็นต้องสร้างคำขอซ้ำหลายครั้งสำหรับ URL เดียวกัน การอธิบายรูปแบบที่ปรากฏจริงช่วยลดความคลาดเคลื่อนระหว่างคำขอกับเนื้อหาที่ตรวจ

ถ้าหน้าเว็บฝังภาพเอกสารไว้หลายภาพ ให้บันทึกว่าภาพใดมีข้อมูลส่วนตัวและภาพอยู่ตรงช่วงใดของหน้า อย่าส่งภาพหน้าจอที่ครอบคลุมทั้งหน้าหากส่วนที่ต้องตรวจมีพื้นที่เล็ก การครอบภาพให้เห็นหัวข้อหรือบริบทที่ระบุหน้าได้และข้อมูลที่ร้องเรียนช่วยให้คำขอเฉพาะเจาะจงขึ้น โดยยังลดการเปิดเผยเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง

ส่งคำขอและดูว่าผลค้นหาถูกนำออกแบบใด

ใน Results about you ให้เพิ่มชื่อและข้อมูลติดต่อที่ต้องการติดตาม จากนั้นตรวจรายการที่ระบบพบ แล้วเลือกส่งคำขอนำออกเฉพาะผลที่มีข้อมูลของคุณ หากเริ่มจากหน้าผลค้นหา ให้เปิดเมนูของผล เลือกนำผลการค้นหาออก แล้วระบุว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ต้องการให้แสดงและเป็นข้อมูลติดต่อ วิธีนี้เหมาะเมื่อคุณเห็น URL ที่ต้องการจัดการอยู่แล้ว ส่วนการติดตามผ่านฟีเจอร์ช่วยค้นหาผลใหม่ที่ตรงกับข้อมูลที่เพิ่มไว้

เมื่อเป็นเลขเอกสาร เลขบัญชี ภาพบัตร หรือบันทึกส่วนตัว ให้เปิดแบบฟอร์มคำขอนำข้อมูลส่วนบุคคลออก เลือกเหตุผลและประเภทข้อมูลให้ตรงกับเนื้อหา ใส่ URL หน้าเว็บที่มีข้อมูล แล้วตอบคำถามเพิ่มเติมตามกรณีที่เลือก หากมีภาพประกอบ ให้แนบเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการระบุเนื้อหา ข้อมูลที่กรอกในคำขอควรพอให้ตรวจได้ โดยไม่ส่งเอกสารส่วนตัวทั้งฉบับหากช่องนั้นไม่ได้ต้องการ

  1. ก่อนกดส่ง ตรวจว่าทุก URL เปิดไปยังหน้าที่มีข้อมูลจริง และข้อความที่อธิบายตรงกับสิ่งที่เห็นในหน้านั้น หากข้อมูลถูกลบไปแล้ว ให้เปลี่ยนไปใช้ช่องทางรีเฟรชข้อมูลล้าสมัยแทนการยืนยันว่าเว็บยังเผยแพร่ข้อมูล
  2. หลังส่ง เก็บอีเมลยืนยันและรายละเอียดคำขอ สำหรับ Results about you หน้าคำขอให้นำออกแสดงลิงก์ วันที่ส่ง รหัสคำขอ และสถานะ เช่น อยู่ระหว่างดำเนินการ อนุมัติแล้ว ถูกปฏิเสธ หรือเลิกทำแล้ว
  3. เมื่อคำขอได้รับอนุมัติ ให้ตรวจผลค้นหาด้วยชื่อหรือข้อมูลที่เคยทำให้พบ URL นั้นอีกครั้ง การอนุมัติอาจเกิดก่อนผลค้นหาเปลี่ยนจริง จึงอาจต้องรอให้ระบบดำเนินการก่อนสรุปผลจากการค้นหาครั้งแรก

ผลอนุมัติมีขอบเขตต่างกัน บางกรณี URL ไม่ปรากฏสำหรับคำค้นหาใดเลย แต่บางกรณี URL จะไม่ปรากฏเฉพาะคำค้นหาที่มีชื่อหรือข้อมูลระบุตัวคุณ กรณีหลังอาจเกิดเมื่อหน้ามีเนื้อหาที่มีคุณค่าต่อสาธารณะหรือมีข้อมูลติดต่อของบุคคลหรือธุรกิจอื่นร่วมอยู่ จึงไม่ควรตีความว่าการหาไม่เจอด้วยชื่อของตนหมายถึงทุกคนหา URL นั้นไม่ได้

การติดตามผลต้องแยกสถานะของคำขอกับสถานะของหน้าเว็บ สถานะอนุมัติบอกว่า Search จะจัดการการแสดงผลตามขอบเขตที่กำหนด ส่วนหน้าเว็บปลายทางยังอาจมีข้อมูลเดิม การเปิด URL ตรงและการตรวจว่าเนื้อหายังอยู่จึงตอบคนละคำถามกับการค้นหาชื่อใน Google หากเป้าหมายคือไม่ให้ผู้อื่นเปิดเห็นข้อมูลจากลิงก์ตรง ต้องจัดการกับเจ้าของเว็บด้วย

คำขอหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ URL ที่ต่างกัน แม้ข้อมูลส่วนตัวเป็นชุดเดียวกัน เช่น หน้าโปรไฟล์ต้นฉบับกับหน้าที่นำข้อความเดียวกันไปเผยแพร่ใหม่ การอนุมัติ URL หนึ่งไม่ใช่คำรับรองว่าอีก URL จะหายจากผลค้นหา ให้ตรวจรายการหน้าที่พบจริงและยื่นตามแต่ละหน้าที่มีข้อมูล หากหน้าเว็บเดียวเปลี่ยน URL หลังเผยแพร่ ควรใช้ลิงก์ที่ยังเปิดได้และแสดงเนื้อหาปัจจุบัน

เหตุผลที่คำขออาจไม่ผ่าน

คำขอผ่าน Results about you ต้องเป็นข้อมูลติดต่อส่วนบุคคลของผู้ยื่น หากเป็นข้อมูลทางอาชีพที่ถูกโพสต์พร้อมเจตนาทำให้เกิดอันตราย ให้ใช้แบบฟอร์มโดยละเอียดเพื่ออธิบายบริบท หากเป็นเบอร์หรืออีเมลบนหน้าโซเชียลมีเดียหรือบล็อกที่คุณควบคุมเอง การแก้โพสต์ต้นทางเป็นช่องทางตรงกว่า เพราะเงื่อนไขของฟีเจอร์ข้อมูลติดต่อมุ่งที่ข้อมูลซึ่งคุณลบจากเว็บนั้นเองไม่ได้

อีกเหตุผลคือประโยชน์ต่อสาธารณะ ผลจากเว็บไซต์ของรัฐ สถาบันการศึกษา หนังสือพิมพ์ออนไลน์ หรือเว็บไซต์ธุรกิจบางประเภทอาจไม่แสดงปุ่มนำผลออกในฟีเจอร์ข้อมูลติดต่อ ข่าวหรือเนื้อหาที่สำคัญต่อสาธารณะอาจได้รับการพิจารณาต่างจากหน้าที่เผยข้อมูลส่วนตัวทั่วไป การเห็นข้อมูลของตนบนเว็บเหล่านี้จึงไม่ได้รับประกันว่าคำขอจะผ่าน และการติดต่อผู้เผยแพร่อาจเป็นทางที่แก้เนื้อหาต้นทางได้จริงกว่า

คำขออาจตรวจไม่พบข้อมูลหาก URL ผิดหน้า ข้อมูลที่กรอกไม่ตรงรูปแบบที่แสดง หรือภาพประกอบไม่เห็นส่วนที่ร้องเรียน หากได้รับคำปฏิเสธ ให้เปิดเหตุผลในอีเมลหรือหน้าสถานะแล้วแก้จุดที่ขาด เช่น ใช้ URL ของหน้าที่มีข้อมูลจริงหรือเลือกหมวดข้อมูลใหม่ การส่งคำขอเดิมซ้ำโดยไม่แก้ข้อเท็จจริงที่ทำให้ไม่ผ่านย่อมไม่ช่วยให้ผู้ตรวจพบข้อมูลเพิ่ม

หากผลค้นหาแสดงข้อความที่เคยอยู่บนเว็บ แต่หน้าเว็บปัจจุบันไม่มีข้อมูลนั้นแล้ว ประเด็นคือสำเนาหรือข้อความเก่าที่ Search ยังแสดงอยู่ ช่องทางรีเฟรชผลค้นหาที่ล้าสมัยตรงกับสภาพนี้มากกว่าคำขอนำข้อมูลซึ่งยังเผยแพร่อยู่ออก ก่อนเลือกช่องทางจึงควรเปิดหน้าเว็บปัจจุบันเสมอ การดูเฉพาะข้อความใต้ลิงก์ในผลค้นหาอาจทำให้เข้าใจผิดว่าต้นทางยังมีข้อมูลเดิม

ติดต่อเจ้าของเว็บไซต์เพื่อลบที่ต้นทาง

เมื่อข้อมูลยังอยู่บนหน้าเว็บ ให้ส่งคำขอที่เจ้าของเว็บนำไปดำเนินการได้ทันที คำแนะนำการติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ เสนอให้เริ่มจากหน้า Contact us หรืออีเมลบนเว็บไซต์ หากหาไม่พบจึงดูข้อมูลผู้ดูแลโดเมนผ่าน Whois และพิจารณาติดต่อผู้ให้บริการโฮสต์เมื่อไม่สามารถติดต่อเจ้าของเว็บได้ เจ้าของเว็บไซต์เป็นผู้แก้หรือลบเนื้อหาในหน้าที่ตนควบคุม

ข้อความที่ส่งควรระบุ URL ของหน้า ตำแหน่งข้อมูลที่ปรากฏ และสิ่งที่ต้องการให้แก้ให้ชัด เช่น ขอปิดบังเบอร์โทรส่วนตัวในหน้าโปรไฟล์ที่ระบุ ไม่ใช่ขอให้ลบชื่อทั้งหมดจากอินเทอร์เน็ต หากข้อมูลอยู่ในภาพ ให้บอกว่าภาพใดและข้อมูลส่วนใดต้องปิดบัง ถ้าต้องพิสูจน์ว่าข้อมูลเป็นของคุณ ให้ส่งหลักฐานเฉพาะเท่าที่ผู้ดูแลจำเป็นต้องเห็นและปิดบังรายละเอียดอื่นก่อนแนบ

หากเป็นโพสต์ในแพลตฟอร์มที่คุณเข้าถึงบัญชีได้ ให้แก้โพสต์หรือตั้งค่าการแสดงผลจากบัญชีนั้นก่อน ถ้าเป็นโพสต์ของผู้อื่น ให้ใช้ช่องทางติดต่อผู้โพสต์หรือระบบรายงานของแพลตฟอร์มตามลักษณะเนื้อหา การแก้ที่ต้นทางมีผลต่อผู้เปิดหน้าโดยตรง ขณะที่การนำผลออกจาก Search มีผลต่อการค้นพบผ่านบริการค้นหานั้น สองคำขอจึงอาจต้องทำควบคู่กันเมื่อข้อมูลยังเผยแพร่อยู่

หลังเจ้าของเว็บลบหรือแก้ข้อมูล ให้เปิด URL เดิมเพื่อตรวจว่าหน้าเว็บเปลี่ยนจริง แล้วดูว่าผลค้นหายังแสดงข้อความหรือภาพเก่าหรือไม่ หาก Search ยังเก็บข้อมูลเก่าไว้ ให้ส่งคำขอรีเฟรชผลค้นหาที่ล้าสมัยโดยใช้ URL ที่แก้แล้ว หากเว็บเพียงลบลิงก์จากหน้าแรกแต่ URL เดิมยังเปิดเห็นข้อมูล การแก้ยังไม่ถึงต้นทางที่ร้องเรียนและควรแจ้งเจ้าของเว็บด้วย URL ตรงนั้นอีกครั้ง

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0