
Ahrefs หรือ Semrush: 750 คำรายสัปดาห์อาจแพ้ 500 คำรายวัน

ถ้าทีมต้องใช้อันดับที่อัปเดตระหว่างสัปดาห์เพื่อปรับแคมเปญหรือรายงานลูกค้า Semrush เหมาะกว่าสำหรับงานนั้น แม้โควตาคำค้นจะน้อยกว่า ส่วน Ahrefs Lite เหมาะกับทีมที่ทบทวนอันดับเป็นรอบสัปดาห์และต้องเฝ้าคำค้นมากกว่า โดย แพ็กเกจ Ahrefs Lite ราคา 129 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ติดตามได้ 750 คำแบบรายสัปดาห์ รวมผู้ใช้ 1 คน และรองรับ 5 โปรเจกต์ที่ยังไม่ยืนยันความเป็นเจ้าของ
ในฝั่ง Semrush Position Tracking ของ Semrush ระบุว่า SEO Toolkit Pro ติดตามได้ 500 คำรวมทุกแคมเปญบน 5 เว็บไซต์ และอัปเดตอันดับรายวัน คำตอบจึงขึ้นกับรอบที่ทีมต้องใช้ข้อมูลจริง: หากรายงานทุกวัน คำค้นที่อัปเดตทันอาจมีค่ากว่ารายการที่ยาวกว่าแต่ต้องรอรอบถัดไป หากส่งงานเป็นรายสัปดาห์และต้องครอบคลุมหลายหมวด คำค้นที่เพิ่มขึ้นอาจสำคัญกว่า
โควตาคำค้นซื้อความครอบคลุม ส่วนรอบอัปเดตซื้อความทันเวลา
ตัวเลขคำค้นบนหน้าแพ็กเกจคือจำนวนรายการที่ติดตามได้พร้อมกัน ไม่ใช่จำนวนคำใหม่ที่ใส่ได้ในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ การอัปเดตรายวันของ Semrush จึงไม่ได้ทำให้โควตา 500 คำกลายเป็นโควตาใหม่ทุกเช้า เช่นเดียวกับการอัปเดตรายสัปดาห์ของ Ahrefs ที่ไม่ได้ให้โควตา 750 คำเพิ่มทุกครั้งที่ข้อมูลเปลี่ยน ทั้งสองตัวเลขตอบคำถามเรื่องขนาดรายการติดตาม ส่วนความถี่ตอบคำถามว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อใด
ความต่างนี้มีผลเมื่อทีมใช้ข้อมูลอันดับตัดสินใจภายในสัปดาห์ สมมติว่าแคมเปญเริ่มในวันจันทร์และต้องปรับหน้าเป้าหมายก่อนรายงานวันศุกร์ ข้อมูลรายวันช่วยให้เห็นทิศทางระหว่างทาง ขณะที่รอบรายสัปดาห์อาจยังไม่มีจุดข้อมูลใหม่ให้เทียบ การเห็นอันดับเร็วขึ้นไม่ได้พิสูจน์ว่าการปรับหน้าเว็บเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง แต่ช่วยให้ทีมรู้ว่าควรตรวจอะไรต่อก่อนถึงกำหนดส่งงาน
อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่ประเมิน SEO จากแนวโน้มหลายสัปดาห์อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่จากการอัปเดตทุกวัน หากต้องติดตามหมวดสินค้า บริการ และคำค้นแบรนด์จำนวนมาก ความสามารถในการใส่รายการที่จำเป็นให้ครบอาจคุ้มกว่ารอบข้อมูลที่ถี่ขึ้น การเลือกจึงควรเริ่มจากรายการคำที่ต้องเฝ้าและความถี่ของการตัดสินใจ ไม่ใช่เทียบว่า 750 มากกว่า 500 แล้วหยุดเพียงเท่านั้น
หนึ่งคำค้นอาจกินโควตามากกว่าหนึ่งช่อง
การนับโควตาของ Ahrefs ผูกคำค้นเข้ากับพื้นที่และโปรเจกต์ คำอธิบาย Rank Tracker ของ Ahrefs ระบุว่าคำเดียวในหนึ่งพื้นที่และหนึ่งโปรเจกต์ใช้หนึ่งช่อง หากติดตามคำเดียวกันในสองพื้นที่หรือสองโปรเจกต์ก็ใช้สองช่อง โควตานี้เป็นยอดรวมของทุกโปรเจกต์ในบัญชี ไม่ใช่โควตาที่แยกให้แต่ละเว็บไซต์
ลองสมมติว่าร้านหนึ่งต้องติดตามคำว่า “รองเท้าวิ่ง” ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่สำหรับเว็บไซต์เดียวกัน แม้ไฟล์วางแผนจะมีวลีเดียว งานติดตามกลับใช้สองช่อง หากมีอีกแบรนด์ที่ต้องติดตามวลีและพื้นที่เดียวกัน จำนวนช่องก็เพิ่มตามโปรเจกต์ใหม่ การคำนวณจากจำนวนวลีที่ไม่ซ้ำกันจึงประเมินความจุสูงเกินจริงได้ โดยเฉพาะเอเจนซีที่ใช้ชุดคำบริการคล้ายกันกับลูกค้าหลายราย
Semrush ใช้โควตาคำค้นร่วมกันทุกแคมเปญเช่นกัน และเมื่อเพิ่มเป้าหมายหลายพื้นที่หรือหลายอุปกรณ์ คำที่ใส่ให้แต่ละเป้าหมายจะนับเข้ายอดรวมอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ประเด็นแรกสำหรับผู้ซื้อแผน Pro ไม่ใช่แค่จำนวนช่อง: แผนนี้ไม่มีฟังก์ชันติดตามหลายเป้าหมายภายในแคมเปญเดียว ฟังก์ชันดังกล่าวอยู่ในระดับ Guru ขึ้นไป ดังนั้นทีมที่ต้องเปรียบเทียบอันดับของคำเดียวกันหลายพื้นที่ภายในงานเดียวกันควรคิดเรื่องระดับแผนตั้งแต่ต้น
สำหรับธุรกิจไทย พื้นที่ติดตามควรสอดคล้องกับตลาดที่ต้องตอบคำถามจริง ร้านที่ขายทั่วประเทศอาจต้องการภาพรวมระดับประเทศ แต่ธุรกิจบริการในหลายจังหวัดอาจต้องการเห็นผลแยกพื้นที่ การเพิ่มทุกจังหวัดเพียงเพราะเครื่องมือทำได้จะใช้โควตาโดยไม่ได้ช่วยตัดสินใจเสมอไป ในทางกลับกัน การรวมทุกพื้นที่เป็นชุดเดียวอาจซ่อนความต่างที่ทีมต้องรายงานให้สาขาหรือลูกค้า
ทีมคนเดียวกับเว็บไซต์ห้าแห่งใช้โควตาต่างกันอย่างไร
สมมติว่าผู้ทำ SEO คนเดียวดูเว็บไซต์เดียวและต้องติดตาม 400 คำในพื้นที่เดียว ทั้งสองแผนเริ่มต้นรับรายการนี้ได้ Ahrefs Lite เหลือพื้นที่สำหรับเพิ่มคำอีก 350 ช่อง ส่วน Semrush Pro เหลือ 100 ช่อง ความต่างด้านความจุยังไม่บังคับให้ขยับแผน จึงตัดสินจากรอบรายงานและงานอื่นที่ใช้เครื่องมือร่วมกันได้ตรงกว่า หากต้องปรับแคมเปญระหว่างสัปดาห์ รอบรายวันของ Semrush มีประโยชน์ชัดเจนกว่า
ถ้าผู้ทำงานคนเดิมต้องการติดตาม 400 คำในสองพื้นที่ Ahrefs จะใช้ 800 ช่อง ซึ่งเกินโควตาของ Lite ส่วน Semrush Pro ก็ไม่รองรับการติดตามหลายเป้าหมายภายในแคมเปญเดียว สถานการณ์นี้แสดงว่าความจุและสิทธิ์ใช้ฟังก์ชันเป็นคนละข้อจำกัด ต่อให้ลดรายการคำจนอยู่ในโควตา ทีมก็ยังต้องดูว่าแผนที่ซื้อทำงานตามรูปแบบที่ต้องการได้หรือไม่
สมมติอีกกรณีว่าองค์กรมีเว็บไซต์ 5 แห่ง แต่ละแห่งต้องติดตาม 120 คำในพื้นที่เดียว รวม 600 ช่อง Ahrefs Lite รองรับรายการทั้งหมดและเหลือ 150 ช่อง โดยแต่ละเว็บไซต์ได้รับข้อมูลตามรอบรายสัปดาห์ Semrush Pro จะขาด 100 ช่อง แม้ข้อมูลที่ติดตามจะอัปเดตรายวัน หากทีมลดรายการเหลือเว็บไซต์ละ 100 คำ ก็จะใช้ครบ 500 ช่องพอดี วิธีนี้เหมาะเมื่อมีคำบางส่วนที่ไม่จำเป็นต่อรายงานประจำวัน
การแบ่งโควตาเท่ากันเป็นเพียงตัวอย่างคำนวณ ไม่ใช่วิธีจัดสรรที่ดีที่สุดเสมอ เว็บไซต์ร้านค้าซึ่งมีหมวดสินค้าหลายกลุ่มอาจต้องใช้คำมากกว่าเว็บไซต์บริษัทที่มีบริการไม่กี่รายการ หากแบ่ง 600 ช่องตามงานจริง อาจให้ร้านค้า 240 ช่องและอีกสี่เว็บไซต์รวมกัน 360 ช่องก็ได้ ผลรวมยังเท่าเดิม แต่รายงานจะครอบคลุมสิ่งที่แต่ละธุรกิจต้องตัดสินใจมากกว่า
จำนวนโปรเจกต์ของ Ahrefs ต้องอ่านให้ครบด้วย ขีดจำกัด 5 โปรเจกต์ใน Lite ใช้กับโปรเจกต์ที่ยังไม่ยืนยันความเป็นเจ้าของ ส่วนโปรเจกต์ที่ยืนยันความเป็นเจ้าของแล้วมีเงื่อนไขต่างออกไป ธุรกิจที่ดูเว็บไซต์ของตนเองกับเอเจนซีที่ดูเว็บไซต์ลูกค้าจึงอาจชนเพดานโปรเจกต์ไม่พร้อมกัน แม้มีจำนวนเว็บไซต์เท่ากัน อย่างไรก็ดี การยืนยันความเป็นเจ้าของไม่ได้เพิ่มโควตาคำติดตามอันดับให้บัญชี
เอเจนซีหลายลูกค้าชนเพดานเว็บไซต์และคำค้นพร้อมกัน
สมมติเอเจนซีดูแลลูกค้า 8 ราย ใช้หนึ่งเว็บไซต์ต่อราย และแต่ละรายต้องติดตาม 100 คำในพื้นที่เดียว งานนี้ต้องใช้ 8 เว็บไซต์กับ 800 ช่องคำค้น Ahrefs Lite มีคำไม่พอและอาจเกินเพดานโปรเจกต์ที่ยังไม่ยืนยันความเป็นเจ้าของ ส่วน Semrush Pro เกินทั้งจำนวนเว็บไซต์และคำค้น การหารราคาของแผนเริ่มต้นด้วยจำนวนลูกค้าทั้งหมดจะทำให้ต้นทุนต่อรายดูต่ำ ทั้งที่แผนนั้นรับงานทั้งหมดไม่ได้
ระดับที่รองรับตัวอย่างนี้คือ Ahrefs Standard ซึ่งมี 20 โปรเจกต์ที่ยังไม่ยืนยันความเป็นเจ้าของและ 2,000 คำติดตามแบบรายสัปดาห์ หรือ Semrush SEO Toolkit Guru ซึ่งรองรับ 15 เว็บไซต์และ 1,500 คำติดตามแบบรายวัน แต่กำลังสำรองไม่ได้มากเท่ากัน หากลูกค้ารายหนึ่งขอเพิ่มพื้นที่ติดตามหรือเพิ่มคำอีกมาก ความจุส่วนที่เหลือของแต่ละแผนจะลดลงต่างกัน การเผื่อพื้นที่จึงควรอิงงานที่ตกลงส่ง ไม่ใช่จำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียว
จำนวนลูกค้ายังไม่บอกภาระงานทั้งหมด เอเจนซีที่มีลูกค้า 8 ราย แต่รายหนึ่งมีหลายแบรนด์หรือหลายเว็บไซต์ อาจต้องสร้างโปรเจกต์มากกว่า 8 รายการ ขณะที่ลูกค้าอีกรายอาจมีเว็บไซต์เดียวแต่ต้องติดตามคำจำนวนมาก การตั้งงบโดยใช้ “หนึ่งลูกค้าเท่ากับหนึ่งโปรเจกต์” จึงใช้ได้เฉพาะเมื่อขอบเขตงานเป็นเช่นนั้นจริง
หากหลายคนในเอเจนซีรับผิดชอบลูกค้าคนละชุด โควตาคำไม่ได้เพิ่มตามจำนวนคนที่เข้าระบบ แต่ถูกใช้จากบัญชีเดียวกัน การมีที่นั่งเพิ่มช่วยให้แต่ละคนทำงานด้วยบัญชีของตนและจัดสิทธิ์ได้สะดวกขึ้น ทว่าทีมยังต้องตกลงกันว่าใครใช้ส่วนใดของโควตารวม มิฉะนั้นลูกค้าใหม่อาจเริ่มงานได้เพราะยังมีที่นั่งว่าง แต่ใส่คำติดตามตามข้อตกลงไม่ได้
ต้นทุนต่อโปรเจกต์ต้องคิดจากแผนที่รับงานได้จริง
ราคา SEO Toolkit ของ Semrush ระบุ Pro ที่ 139.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนและ Guru ที่ 249.95 ดอลลาร์ต่อเดือน พร้อมขีดจำกัดเว็บไซต์และคำค้นของแต่ละระดับ หากใช้ Pro ครบ 5 เว็บไซต์ ค่าแพ็กเกจพื้นฐานเฉลี่ย 27.99 ดอลลาร์ต่อเว็บไซต์ต่อเดือน ส่วน Ahrefs Lite ราคา 129 ดอลลาร์ต่อเดือน เมื่อใช้ครบ 5 โปรเจกต์จะเฉลี่ย 25.80 ดอลลาร์ต่อโปรเจกต์ ตัวเลขเฉลี่ยนี้เป็นเพียงการแบ่งค่าสมัคร ไม่ใช่ราคาที่ซื้อแยกเป็นรายเว็บไซต์ได้
สำหรับเอเจนซีสมมติที่มีลูกค้า 8 รายและต้องติดตามรวม 800 คำ Ahrefs Standard ราคา 249 ดอลลาร์ต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 31.13 ดอลลาร์ต่อลูกค้า ขณะที่ Semrush Guru ราคา 249.95 ดอลลาร์ต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 31.24 ดอลลาร์ต่อลูกค้า ส่วนต่างของค่าเฉลี่ยพื้นฐานเล็กมากเมื่อเทียบกับความต่างของรอบอัปเดตและความจุที่เหลือสำหรับงานใหม่
ค่าเฉลี่ยยังบอกต้นทุนของลูกค้าแต่ละรายไม่ได้ หากรายหนึ่งใช้ 300 ช่อง แต่อีกรายใช้เพียง 50 ช่อง การเรียกเก็บหรือประเมินกำไรด้วยต้นทุนเฉลี่ยเท่ากันอาจทำให้เห็นภาพผิด กรณีที่ต้องติดตามหลายพื้นที่ก็ใช้ช่องเร็วกว่ากรณีพื้นที่เดียว แม้จำนวนวลีในรายงานดูใกล้กัน การจัดสรรต้นทุนตามช่องติดตามและเว็บไซต์ที่ใช้จริงจึงสะท้อนภาระงานมากกว่าการหารด้วยจำนวนลูกค้าอย่างเดียว
ราคาที่แสดงในหน้าแพ็กเกจขึ้นกับผลิตภัณฑ์ สกุลเงินและรอบชำระเงินด้วย Semrush มีทั้งแพ็กเกจ SEO Toolkit และชุดผลิตภัณฑ์ที่รวมบริการอื่น การนำราคาของชุดหนึ่งไปหารด้วยขีดจำกัดของอีกชุดจะทำให้การเปรียบเทียบคลาดเคลื่อน ตัวเลขข้างต้นใช้ราคา SEO Toolkit แบบรายเดือนตามแพ็กเกจที่ระบุ และยังไม่รวมภาษีหรือส่วนเสริม
ที่นั่ง เครดิต และค่าใช้จ่ายเมื่อเกินโควตา
Ahrefs Lite รวมผู้ใช้หนึ่งคนและเพิ่มได้อีกสองคนในราคา 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อเดือน หากทีมมีสามคน ค่าแพ็กเกจพื้นฐานรวมที่นั่งเป็น 209 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยโควตาคำติดตามยังเป็นของแผนเดิม ส่วน เงื่อนไขผู้ใช้ของ Semrush ระบุว่า SEO Toolkit Pro คิด 45 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้เพิ่มเติมต่อเดือนและผู้ใช้ร่วมกันใช้ขีดจำกัดของบัญชี ทีมสามคนบน Pro จึงมีค่าแพ็กเกจและที่นั่งรวม 229.95 ดอลลาร์ต่อเดือน
เมื่อขยับระดับแผน ค่าที่นั่งก็เปลี่ยน ใน Ahrefs Standard ผู้ใช้เพิ่มเติมคิด 60 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ส่วน Semrush Guru คิด 80 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ดังนั้นเอเจนซีตัวอย่างที่ต้องใช้สามบัญชีบนแผนระดับนี้จะจ่ายค่าแพ็กเกจรวมที่นั่ง 369 ดอลลาร์สำหรับ Ahrefs Standard หรือ 409.95 ดอลลาร์สำหรับ Semrush Guru ก่อนภาษีและส่วนเสริม ความต่างนี้มีผลมากกว่าส่วนต่างเล็กน้อยของค่าสมัครพื้นฐานต่อเดือน
เครดิตเป็นอีกช่องที่ต้องแยกจากคำติดตามอันดับ Ahrefs Lite มีเครดิตคลานเว็บไซต์สำหรับ Site Audit 100,000 เครดิตต่อเดือน และเครดิตใช้งานเครื่องมือ 1,000 เครดิตต่อผู้ใช้ต่อเดือน จำนวนดังกล่าวไม่ได้เพิ่มเพดานคำใน Rank Tracker ส่วน Semrush Pro กำหนดจำนวนหน้าเว็บที่คลานได้สำหรับ Site Audit แยกจากโควตาคำใน Position Tracking ทีมที่ตรวจเว็บไซต์ขนาดใหญ่และติดตามอันดับพร้อมกันจึงต้องดูทั้งสองเพดาน โดยไม่แปลงหน่วยหนึ่งเป็นอีกหน่วยหนึ่ง
Ahrefs เปิดให้ซื้อคำติดตามอันดับเพิ่มเป็นชุดละ 500 คำ และระบุว่าคำที่เกินสิทธิ์ของแผนจะหยุดอัปเดตหากไม่ได้ซื้อเพิ่มหรือลบคำบางส่วนออก จำนวนช่องที่ขาดเพียงเล็กน้อยจึงอาจต้องเทียบต้นทุนของส่วนเพิ่มทั้งชุดกับการขยับแผน สำหรับ Semrush การติดตามเกินขีดจำกัดต้องหารือทางเลือกเพิ่มเติมหรือใช้แผนที่มีความจุสูงกว่า ราคาส่วนเพิ่มที่แน่นอนจึงไม่ควรถูกสมมติขึ้นในการคำนวณต้นทุน
หากทีมต้องเลือกแผนสำหรับงานที่ตกลงไว้แล้ว ให้รวมคำค้นตามเว็บไซต์และพื้นที่ ระบุว่าต้องใช้ข้อมูลรายวันหรือรายสัปดาห์ แล้วนับผู้ใช้ที่ต้องมีบัญชีแยกกัน ผลรวมนี้ทำให้เห็นว่าแผนใดรับงานได้ตั้งแต่วันเริ่มต้น และแผนใดเหลือพื้นที่พอสำหรับลูกค้าหรือหมวดคำใหม่ ราคาหน้าแรกมีความหมายก็ต่อเมื่อข้อจำกัดทั้งหมดรองรับงานที่จะส่งจริง
อ่านเพิ่มเติม:
บทความที่เกี่ยวข้อง


Typeform หรือ Jotform: 2,500 คำตอบทำให้ราคาห่าง 52 ดอลลาร์

Google Data Agent Kit เปิดใช้จริง แต่คำสั่งเดียวแตะข้อมูลสดได้

Todoist หรือ TickTick: ถูกกว่าปีละ 10 ดอลลาร์ อาจแลกกับงานทีม

Pinecone หรือ Qdrant: จ่ายค่าคลาวด์หรือรับภาระดูแลระบบเอง

Supabase หรือ Neon: ฐานข้อมูลที่หลับได้อาจถูกกว่า จนทราฟฟิกทำงานทั้งวัน
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ