Redis หรือ Valkey: เร็วใกล้กัน แต่ใบอนุญาตและเส้นทางย้ายต่างกัน

|ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ QUASA|3 นาทีในการอ่าน
Redis หรือ Valkey: เร็วใกล้กัน แต่ใบอนุญาตและเส้นทางย้ายต่างกัน

Redis และ Valkey มีรากเดียวกันและยังทำงานแคชพื้นฐานได้ใกล้เคียงกัน โดย การเปรียบเทียบของ Redis ระบุว่าประสิทธิภาพและการขยายระบบของ Redis Open Source กับ Valkey อยู่ในระดับคล้ายกัน แม้แต่ละโครงการจะปรับปรุงคนละแนวหลังแยกสาย ดังนั้นคำถามสำหรับทีมโครงสร้างพื้นฐานคือระบบใดรับโหลดของแอปได้ตามเป้า ภายใต้ใบอนุญาตและภาระย้ายที่ทีมยอมรับได้

หากใช้แคชแบบคีย์ทั่วไปและต้องการสิทธิใช้งานแบบผ่อนปรน Valkey เป็นตัวเลือกที่มีเหตุผลให้ทดลองกับโหลดจริง แต่ถ้าแอปพึ่งคำสั่งหรือโมดูลเฉพาะของ Redis หรือมีบริการสนับสนุนที่ใช้อยู่แล้ว การอยู่กับ Redis อาจลดความเสี่ยงและงานเปลี่ยนระบบ ผลวัดที่ควรตัดสินร่วมกันคือ throughput ความหน่วงช่วงท้าย การใช้ทรัพยากร และเวลาที่ต้องใช้ในการย้ายหรือกู้ระบบ

ใบอนุญาต: ต้องดูรุ่นและรูปแบบใช้งาน

จุดแยกสำคัญคือสิทธิที่มากับ รุ่นของซอฟต์แวร์ คำอธิบายใบอนุญาตของ Redis ระบุว่า Redis OSS รุ่น 7.2 และก่อนหน้าอยู่ภายใต้ BSD 3-Clause รุ่น 7.4 ใช้ทางเลือก RSALv2 หรือ SSPLv1 และ Redis 8 เพิ่ม AGPLv3 เป็นทางเลือกอีกแบบ ขณะที่ Valkey ใช้ BSD 3-Clause ทีมที่มีนโยบายเรื่องใบอนุญาตจึงต้องระบุรุ่นที่ติดตั้งจริงก่อนประเมินว่าการอยู่ต่อหรือการย้ายให้ต้นทุนต่ำกว่า

BSD 3-Clause เป็นใบอนุญาตแบบผ่อนปรนที่เน้นการคงประกาศลิขสิทธิ์และเงื่อนไขประกอบ ส่วน AGPLv3 เป็นโอเพนซอร์สแบบ copyleft ซึ่งมีภาระเกี่ยวกับซอร์สของงานดัดแปลงเมื่อเปิดให้ใช้ผ่านเครือข่าย การใช้เอนจินเดิมเป็นฐานข้อมูลหลังบ้านกับการแก้โค้ดเอนจินแล้วเปิดบริการให้บุคคลภายนอกจึงต้องประเมินแยกกัน เงื่อนไข RSALv2 และ SSPLv1 ก็ต่างจากสิทธิแบบ BSD แม้จะเปิดให้ดูซอร์สได้

สำหรับทีมที่ติดตั้งเอง ประเด็นปฏิบัติอยู่ที่ใครดัดแปลงซอฟต์แวร์ ใครเป็นผู้ให้บริการ และข้อกำหนดใดขององค์กรห้ามรับเข้าระบบ หากแอปเพียงส่งคำสั่งไปยังเอนจินที่ไม่แก้ซอร์ส ความเสี่ยงด้านภาระเผยแพร่โค้ดย่อมต่างจากบริการที่ฝังการดัดแปลงไว้ในตัวเอนจิน ข้อสรุปควรอิงรูปแบบใช้งานจริงและการพิจารณาของผู้รับผิดชอบด้านใบอนุญาต เพราะ Redis แต่ละรุ่นมีเงื่อนไขต่างกัน

โครงสร้างการดูแลโครงการยังมีผลต่อระยะยาว Redis พัฒนาภายใต้บริษัท Redis ส่วน Valkey อยู่ภายใต้การกำกับของ Linux Foundation และรับการพัฒนาจากหลายองค์กร ความต่างนี้อาจมีน้ำหนักสำหรับทีมที่ต้องรักษาเงื่อนไขใบอนุญาตไว้ในผลิตภัณฑ์หลายปี แต่รูปแบบกำกับโครงการไม่ได้บอกว่ารุ่นใดจะรองรับคำสั่งที่แอปต้องการในอนาคต การตัดสินใจจึงต้องแยกความมั่นใจด้านสิทธิออกจากแผนฟีเจอร์

ในบริการจัดการบนคลาวด์ ทีมยังต้องแยกใบอนุญาตของโครงการออกจากข้อสัญญาที่ซื้อจากผู้ให้บริการ เงื่อนไขแพ็กเกจอาจกำหนดการสำรองข้อมูล การรับประกันเวลาพร้อมใช้ และขอบเขตการช่วยแก้เหตุ ซึ่งไม่มีอยู่ในใบอนุญาตโค้ดเพียงอย่างเดียว การเลือก Valkey เพราะ BSD จึงยังต้องอ่านข้อจำกัดของบริการที่จะใช้งาน ส่วนการเลือก Redis เพราะต้องการผู้ขายรับผิดชอบก็ต้องดูว่าเป็น Redis Open Source ที่ดูแลเองหรือผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

ความเข้ากันได้: โปรโตคอล ไฟล์ และฟีเจอร์

เส้นทางที่เอกสารรองรับชัดเจนคือย้ายจาก Redis OSS รุ่น 7.2 หรือต่ำกว่าไป Valkey โดย คู่มือย้ายของ Valkey ระบุว่ารองรับโปรโตคอล RESP ไคลเอนต์ Redis เดิม การตั้งค่าหลัก และไฟล์ RDB หรือ AOF ของสายเดิม แต่ไฟล์ข้อมูลจาก Redis Community Edition รุ่น 7.4 ขึ้นไปไม่เข้ากันในเส้นทางนำเข้าไฟล์เดียวกัน ความต่างนี้ทำให้คำว่า “เปลี่ยนปลายทางได้” ต้องแยกออกจากคำว่า “เปิดไฟล์สำรองเดิมได้” ตั้งแต่เริ่มออกแบบการย้าย

ไคลเอนต์ที่เชื่อมต่อผ่าน RESP และส่งคำสั่งแคชพื้นฐานอาจไม่ต้องแก้โค้ดมาก แต่ความสำเร็จของการเชื่อมต่อไม่รับประกันพฤติกรรมของคำสั่งทุกตัว สคริปต์ Lua โมดูลภายนอก และการตั้งค่าที่เพิ่มหลังโครงการแยกกันยังเป็นจุดที่ต้องทดสอบด้วยงานจริง หากแอปใช้เพียง GET SET การหมดอายุคีย์ และโครงสร้างข้อมูลพื้นฐาน ภาระตรวจมักเล็กกว่าแอปที่พึ่งดัชนีค้นหาและคำสั่งเฉพาะรุ่น

คู่มือย้ายยังมีรายละเอียดที่กระทบการปฏิบัติจริง หากคัดลอกไฟล์ RDB ไปยัง Valkey แต่เปิด AOF ไว้ตอนเริ่มระบบปลายทาง ไฟล์ RDB ที่คัดลอกมาอาจไม่ถูกนำเข้า จึงต้องจัดลำดับการตั้งค่าให้ตรงกับวิธีนำเข้าที่เลือก อีกจุดคือค่ารุ่นในผล INFO อาจแสดงเป็นรุ่น Redis เพื่อคงความเข้ากันได้ เครื่องมือตรวจสินทรัพย์ที่อ่านเพียงช่องนี้จึงอาจระบุเอนจินผิด

การทดสอบความเข้ากันได้ควรเริ่มจากบันทึกคำสั่งที่ระบบใช้ แยกคำสั่งที่อยู่บนเส้นทางตอบผู้ใช้ คำสั่งงานเบื้องหลัง สคริปต์ และโมดูลที่โหลดจริง พร้อมระบุว่าคำสั่งใดต้องรักษาความหมายของผลลัพธ์เหมือนเดิม การหมดอายุของคีย์มีผลต่อเซสชัน ส่วนพฤติกรรมคิวมีผลต่อผู้ปฏิบัติงานเมื่อเกิดการเชื่อมต่อหลุด ข้อผิดพลาดเล็กในแคชที่สร้างใหม่ได้กับข้อมูลชั่วคราวที่สูญหายไม่ได้มีราคาต่างกัน

เรื่องไฟล์สำรองต้องตรวจทั้งทิศทางไปและทิศทางกลับ แม้ไฟล์จากต้นทางเก่าเปิดในปลายทางได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าไฟล์ใหม่จากปลายทางจะเปิดกลับในระบบเก่าได้ทุกกรณี ทีมที่ต้องย้อนกลับอย่างรวดเร็วควรเก็บสำเนาที่ใช้กับระบบต้นทางไว้ต่างหาก และกำหนดเวลาหยุดเขียนก่อนสลับเส้นทาง การรักษาช่องทางย้อนกลับเป็นงานอีกชิ้นหนึ่งของแผนย้าย

เส้นทางย้าย: แคชสร้างใหม่ได้กับข้อมูลที่ต้องคงอยู่

ถ้าคีย์เป็นแคชที่สร้างจากฐานข้อมูลหลักได้ ทางเลือกหนึ่งคือเริ่มปลายทางใหม่แล้วปล่อยให้แอปเติมข้อมูลกลับ แต่ราคาที่ต้องคิดคือช่วงแคชเย็น คำขอที่ย้อนกลับไปยังฐานข้อมูลหลัก และเวลาที่อัตรา hit กลับสู่ระดับปกติ วิธีนี้อาจง่ายกว่าการคัดลอกข้อมูลเมื่ออายุคีย์สั้น แต่ต้องแน่ใจว่าฐานข้อมูลหลักรับภาระเพิ่มระหว่างช่วงเติมแคชได้ การประเมินจึงเริ่มจากหน้าที่ของคีย์ ไม่ได้เริ่มจากขนาดไฟล์เพียงอย่างเดียว

ถ้าเก็บเซสชัน งานในคิว หรือสถานะที่ต้องต่อเนื่อง การย้ายแบบเริ่มว่างมีผลต่อผู้ใช้หรือธุรกรรมโดยตรง การคัดลอก snapshot ใช้เวลาในการหยุดเขียนและรอให้ปลายทางโหลดข้อมูล ขณะที่การจำลองข้อมูลจากต้นทางช่วยลดช่วงสลับ แต่ต้องตรวจสถานะการซิงก์ก่อนย้ายการเขียน ความต่างด้านปริมาณข้อมูลสูญหายที่ยอมได้เป็นตัวกำหนดวิธี มากกว่าความสะดวกของคำสั่งย้าย

ระหว่างทดลองย้าย ควรแยกการตรวจ “จำนวนคีย์ครบ” ออกจากการตรวจ “ข้อมูลใช้การได้” คีย์อาจอยู่ครบแต่หมดอายุผิดเวลา ถูกขับออกด้วยนโยบาย eviction ต่างจากเดิม หรือถูกอ่านด้วยคำสั่งที่พฤติกรรมไม่ตรงกับแอป จึงควรเทียบค่าตัวอย่างจากคีย์แต่ละชนิด และสังเกตอัตรา miss หลังสลับปลายทาง สำหรับระบบที่เขียนต่อเนื่อง การวัดช่องว่างระหว่างต้นทางกับปลายทางก่อนเปลี่ยนผู้รับเขียนสำคัญกว่าการดูสถานะเชื่อมต่อเพียงอย่างเดียว

การย้ายในคลัสเตอร์เพิ่มเงื่อนไขเรื่องการกระจายคีย์และการชี้โหนดของไคลเอนต์ หากแอปใช้หลายคีย์ในธุรกรรมเดียว หรือใช้สคริปต์ที่ผูกกับการจัดวางคีย์ ต้องลองกับ topology ปลายทางจริง การสลับ DNS อย่างเดียวแก้ความต่างของตำแหน่งคีย์และช่วง failover ไม่ได้ ความพร้อมของการย้ายจึงรวมถึงการทดสอบการตัดต่อ การกู้จากสำรอง และเส้นทางย้อนกลับในเงื่อนไขเดียวกับที่บริการจะเจอ

โมดูล การสนับสนุน และผู้ให้บริการคลาวด์

Redis รุ่นใหม่มี JSON ข้อมูลอนุกรมเวลา การค้นหา และโครงสร้างข้อมูลเพิ่มเติมในชุดแจกจ่าย ขณะที่ Valkey มีโมดูลทางการสำหรับ JSON Bloom filter และการค้นหารวมถึงเวกเตอร์ ความสามารถที่มีชื่อคล้ายกันอาจต้องติดตั้งและดูแลต่างกัน จึงควรเทียบคำสั่งที่แอปใช้ รูปแบบดัชนี และการอัปเกรดโมดูลจริง โดยเฉพาะระบบที่ต้องนำไฟล์ข้อมูลหรือดัชนีเดิมไปใช้ต่อ การเห็นคำว่า search ในรายการฟีเจอร์ทั้งสองฝั่งยังไม่พอให้สรุปว่า query เดิมจะได้ผลเหมือนกัน

หากใช้เพียงคีย์กับวันหมดอายุ โมดูลที่ไม่ได้เรียกจะไม่ช่วยให้แอปเร็วขึ้นหรือย้ายง่ายขึ้น แต่ถ้าระบบใช้ JSON path การค้นหาข้อความ หรือเวกเตอร์ ความสามารถนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาการทำงานของแอป ต้องตรวจชนิดข้อมูล ไวยากรณ์คำสั่ง และผลลัพธ์ในกรณีขอบ การย้ายอาจต้องสร้างดัชนีใหม่หรือแก้โค้ดที่เรียกคำสั่ง และต้นทุนนี้อาจมากกว่าประโยชน์จากใบอนุญาตแบบผ่อนปรน

เรื่องการสนับสนุนต้องระบุผู้รับผิดชอบให้ชัดว่าเป็นทีมภายใน ชุมชน ผู้ขาย Redis หรือผู้ให้บริการคลาวด์ โครงการโอเพนซอร์สที่ติดตั้งเองไม่ได้มีสัญญาตอบสนองเหตุขัดข้องโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันบริการจัดการที่ใช้ Valkey อาจมีข้อตกลงการดูแลจากผู้ให้บริการของตนเอง คำถามที่ใช้งานได้จริงคือใครกู้ข้อมูล ใครตัดสินใจอัปเกรด ใครรับเหตุในช่วงนอกเวลางาน และใครรับผิดเมื่อฟีเจอร์ของเอนจินยังไม่เปิดให้ใช้ในบริการนั้น

ตัวอย่างของเส้นทางผ่านผู้ให้บริการคือ คำแนะนำของ Amazon ElastiCache ซึ่งระบุการอัปเกรดข้ามเอนจินจาก Redis OSS ไป Valkey โดยคงชื่อ DNS ของ endpoint แต่โหนดอาจเปลี่ยน IP และการเขียนสะดุดช่วง failover สำหรับคลัสเตอร์ที่มีพารามิเตอร์กำหนดเองยังต้องส่งกลุ่มพารามิเตอร์ของ Valkey ที่สอดคล้องกัน ขั้นตอนนี้เป็นความสามารถของบริการดังกล่าว จึงใช้แทนแผนย้ายสำหรับการติดตั้งเองหรือบริการรายอื่นไม่ได้

ทีมในไทยที่เลือกบริการคลาวด์ควรเทียบสิ่งที่ตนซื้อจริง ได้แก่ภูมิภาคที่เปิดให้ใช้ รุ่นเอนจินที่บริการรองรับ ขนาดเครื่อง การสำรองข้อมูล และเงื่อนไขช่วยเหลือเมื่ออัปเกรดสะดุด บริการที่ทำให้การย้ายง่ายขึ้นอาจแลกกับชุดคำสั่งหรือโมดูลที่เปิดให้ใช้แคบกว่าการติดตั้งเอง ส่วนการติดตั้งเองให้การควบคุมมากขึ้นแต่ย้ายภาระเฝ้าระวังและกู้คืนมาที่ทีม ความต่างนี้เป็นต้นทุนปฏิบัติการ ไม่ใช่คะแนนความเร็วของเอนจิน

อ่าน benchmark จาก throughput พร้อมความหน่วงช่วงท้าย

ตัวเลข throughput สูงสุดมีความหมายเฉพาะกับวิธีส่งคำขอที่ใช้วัด เอกสาร valkey-benchmark ระบุว่าค่าเริ่มต้นส่งคำสั่งถัดไปหลังได้คำตอบ และจะไม่เปิด pipelining จนกว่าจะกำหนดตัวเลือก -P จึงไม่ใช่เพดาน throughput ของเซิร์ฟเวอร์ เอกสารยังเตือนว่าการใช้เครื่องมือทดสอบต่างกันหรือจำนวนการเชื่อมต่อไม่เท่ากันทำให้ผลเทียบข้ามผลิตภัณฑ์ผิดความหมาย การวัดที่มีประโยชน์ต้องให้ทั้งสองฝั่งรับงานชนิดเดียวกันด้วยรูปแบบไคลเอนต์เดียวกัน

ชุดทดสอบเริ่มต้นของเครื่องมือนี้ใช้พื้นที่คีย์เล็กมาก ซึ่งอาจทำให้อัตรา cache hit และรูปแบบการเข้าถึงต่างจากระบบจริง การเปลี่ยนจำนวนคีย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบโหลด ไม่ใช่เพียงรายละเอียดของคำสั่งรัน หากแอปเข้าถึงคีย์จำนวนมากและมีการหมดอายุสม่ำเสมอ ชุดทดสอบควรสะท้อนทั้งการกระจายคำขอและช่วงที่คีย์หายไป ผลจากคีย์จำนวนน้อยบนเครื่องเดียวไม่ตอบคำถามเรื่องหน่วยความจำหรือการขับคีย์ออกเมื่อข้อมูลโต

เริ่มจากสัดส่วนคำสั่งของแอปจริง เช่นการอ่าน การเขียน การหมดอายุ และงานที่ใช้สคริปต์ แล้วกำหนดขนาดค่า จำนวนคีย์ และอัตราการอ่านต่อการเขียนให้ตรงกัน หากระบบใช้ pipelining ให้ตั้งความลึกตามที่แอปทำได้จริง ถ้าระบบส่งคำสั่งทีละรายการ ผลทดสอบที่รวมคำสั่งเป็นชุดใหญ่จะให้ภาพที่ดีเกินโหลดจริง ในทางกลับกัน การไม่เปิด pipelining เลยอาจกดตัวเลขของระบบที่ใช้งานแบบรวมคำสั่งอยู่แล้ว

นอกจากคำขอต่อวินาที ให้ดูความหน่วง p95 หรือ p99 ที่ระดับโหลดเดียวกัน ค่าเฉลี่ยอาจนิ่งแม้คำขอบางส่วนช้าจนทำให้หน้าเว็บหรือบริการปลายทางเกินเวลารอ เปรียบเทียบจุดที่ความหน่วงช่วงท้ายเริ่มสูงขึ้นเมื่อเพิ่มจำนวนไคลเอนต์ ไม่ใช่จุดที่ throughput พุ่งสูงที่สุดเพียงจุดเดียว หากระบบมีเป้าหมายเวลาตอบสนองที่กำหนดไว้ ผลที่ผ่านเป้าขณะรับโหลดจริงย่อมมีค่ามากกว่าค่าสูงสุดที่แลกกับคำขอช้าจำนวนมาก

CPU และหน่วยความจำต้องวัดพร้อมกัน เพราะ throughput เท่ากันอาจกินทรัพยากรต่างกัน และพื้นที่เผื่อที่เหลือมีผลเมื่อเกิดบันทึกข้อมูลหรือจำลองข้อมูล ควรสังเกตการใช้หน่วยความจำขณะข้อมูลโต การขับคีย์ออกเมื่อถึงเพดาน และอาการชะลอระหว่างงานเบื้องหลังด้วย ถ้าฝั่งหนึ่งได้อัตราคำขอสูงกว่าแต่ใช้ทรัพยากรจนแทบไม่มีส่วนเผื่อ ผลนั้นอาจทำให้ต้องซื้อเครื่องใหญ่ขึ้นหรือรับความเสี่ยงขณะโหลดพุ่ง

ตำแหน่งของไคลเอนต์และเครือข่ายเปลี่ยนผลวัดได้ การรันทดสอบกับเซิร์ฟเวอร์บนเครื่องเดียวผ่าน loopback มีระยะทางของคำขอสั้นกว่าระบบที่แอปและแคชอยู่คนละโหนด สำหรับ Kubernetes ยังมีการวาง pod การจำกัด CPU และเส้นทางเครือข่ายของคลัสเตอร์เพิ่มเข้ามา จึงควรแยกผลทดสอบบนเครื่องเดียวออกจากผลในสภาพแวดล้อมที่จะติดตั้งจริง ความต่างของผลสองชุดช่วยระบุว่าคอขวดอยู่ที่ตัวเอนจินหรือสภาพแวดล้อมที่ห่อมันอยู่

ก่อนยอมรับผลเปรียบเทียบ ให้ตรวจด้วยว่าแต่ละฝั่งเปิด persistence การจำลองข้อมูล TLS และการตั้งค่า eviction แบบเดียวกันหรือไม่ หากฝั่งหนึ่งรับคำสั่ง GET แบบคีย์เดียว อีกฝั่งมีทั้งเขียนและบันทึกข้อมูล ผลย่อมวัดคนละภาระงาน ช่วงเวลาเก็บตัวอย่างก็ควรยาวพอให้เห็นเหตุการณ์เบื้องหลัง ผู้ที่ต้องการเลือกบริการจัดการควรวัดผ่านจุดเชื่อมต่อของบริการนั้น เพราะผลของเอนจินบนเครื่องเปล่าไม่รวมข้อจำกัดเครือข่ายและการจัดการของผู้ให้บริการ

เมทริกซ์เลือกตามภาระงาน

  • แคชคีย์พื้นฐานและนโยบายใบอนุญาตแบบผ่อนปรน: ให้น้ำหนัก Valkey หากรุ่นต้นทางอยู่บนเส้นทางย้ายที่รองรับ และการทดสอบแสดงว่าความหน่วงช่วงท้ายผ่านเป้า ต้นทุนหลักคือการสลับปลายทาง การอุ่นแคช และการเตรียมกู้ระบบ หากคีย์สร้างใหม่ได้ง่าย ความเสี่ยงด้านข้อมูลอาจต่ำกว่าระบบที่เก็บสถานะถาวร
  • แอปที่พึ่งคำสั่งหรือโมดูลเฉพาะ: ให้น้ำหนัก Redis เมื่อฟีเจอร์ที่ใช้มีอยู่แล้วและการเปลี่ยนทำให้ต้องแก้ query ดัชนี หรือวิธีติดตั้งมาก ตรวจ Valkey รุ่นปลายทางและโมดูลทางการก่อนตัดสิน เพราะการมีชื่อความสามารถคล้ายกันไม่เท่ากับรองรับพฤติกรรมเดิมทั้งหมด
  • โหลดสูงและกำหนดเวลาตอบสนองเข้ม: ตัดสินจาก throughput ที่ยังรักษา p95 หรือ p99 ตามเป้าได้ พร้อมการใช้ CPU และหน่วยความจำในรูปแบบโหลดเดียวกัน หากผลใกล้กัน ให้พิจารณาพื้นที่เผื่อเมื่อโหลดพุ่งและค่าดูแลระบบ แทนการเลือกตามค่าสูงสุดจากการทดสอบสั้น ๆ
  • บริการจัดการบนคลาวด์: ให้น้ำหนักเส้นทางอัปเกรด รุ่นเอนจินในภูมิภาคที่ใช้ ขอบเขตสำรองข้อมูล ฟีเจอร์ที่ผู้ให้บริการเปิด และสัญญาช่วยเหลือ ผล benchmark ของไบนารีที่ติดตั้งเองไม่แทนประสบการณ์ผ่าน endpoint ของบริการจัดการ

ถ้า Redis และ Valkey ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพของระบบเดียวกันทั้งคู่ ตัวตัดสินที่เหลือคือสิทธิใช้งานจริง ต้นทุนแก้แอป ความยากของการย้ายข้อมูล และผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ สำหรับทีมที่ออกจาก Redis รุ่นเก่าและใช้เพียงแคชพื้นฐาน Valkey มีเหตุผลให้ประเมินอย่างจริงจัง ส่วนทีมที่ใช้ความสามารถเฉพาะหรือซื้อการสนับสนุนของ Redis อยู่แล้วต้องหักลบงานเปลี่ยนระบบก่อนตัดสินใจ

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์:

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ

0