
ร่างกฎหมายงานที่บ้านขึ้นดอกเบี้ยค้างจ่าย 15% แต่สิทธิยังไม่บังคับใช้

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจง ร่างแก้กฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยร่างยังอยู่ในขั้นพิจารณา กฎหมายที่ใช้คุ้มครองผู้รับงานในขณะนี้จึงยังเป็นฉบับเดิม การทำงานจากบ้านเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ลูกจ้างประจำกลายเป็นผู้รับงานตามร่างฉบับนี้
ใน คำชี้แจงของรัฐบาล รองโฆษกระบุว่าร่างเสนอดอกเบี้ยผิดนัด 15% ต่อปีสำหรับเงินบางประเภทที่ผู้จ้างงานค้างจ่าย และย้ำว่า “กฎหมายอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร” ร่างยังเสนอเงินเพิ่มอีก 15% ของยอดค้างในทุกระยะเวลา 7 วัน เมื่อเป็นการจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควรและพ้นกำหนดตามที่ร่างวางไว้ อัตราทั้งสองจึงเป็นข้อเสนอสำหรับผู้รับงานที่เข้าเกณฑ์ ไม่ใช่อัตราพิเศษที่นำมาเรียกตามกฎหมายฉบับใหม่ได้แล้ว
ใครอยู่ในนิยามผู้รับงานไปทำที่บ้านที่เสนอใหม่

จุดแบ่งสำคัญคือความสัมพันธ์ในการรับงาน ไม่ใช่ตำแหน่งของโต๊ะทำงาน ร่างมุ่งถึงบุคคลธรรมดาหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นนิติบุคคล ซึ่งตกลงรับส่วนหนึ่งของงานจากผู้จ้างงานไปทำที่บ้านหรือนอกสถานประกอบกิจการเพื่อค่าตอบแทน งานนั้นต้องไม่มีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานตามเงื่อนไขในนิยามที่เสนอ
รายละเอียดจาก สาระร่างที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ระบุชัดว่าคำนิยามใหม่ไม่รวมลูกจ้างที่นำงานของนายจ้างไปทำนอกสถานประกอบกิจการ ข้อความนี้ทำให้พนักงานประจำที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจากบ้านยังต้องพิจารณาสิทธิจากฐานะลูกจ้างของตน การเชื่อมต่อระบบของบริษัทจากบ้าน การรับคำสั่งงานทางออนไลน์ หรือการไม่ได้เข้าออฟฟิศ ไม่ใช่เหตุให้เปลี่ยนสถานะตามกฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านโดยอัตโนมัติ
สำหรับงานอุตสาหกรรม ร่างอธิบายงานที่ผู้จ้างงานมอบให้บุคคลไปจัดทำที่บ้านหรือดำเนินการนอกสถานประกอบกิจการเพื่อค่าตอบแทน โดยไม่ถือว่าผู้ใดเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหรืออุปกรณ์เป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงข้อเดียว ความหมายนี้ครอบคลุมการรับส่วนหนึ่งของงานไปทำ แล้วส่งผลของงานกลับตามข้อตกลง หากความสัมพันธ์จริงยังเป็นการจ้างแรงงานของนายจ้างเดิม ข้อยกเว้นสำหรับลูกจ้างก็ยังสำคัญกว่าสถานที่ที่ลงมือทำงาน
ร่างเปิดทางให้ขยายจากงานอุตสาหกรรมไปสู่งานพาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ แต่ผูกการขยายไว้กับพระราชกฤษฎีกาที่จะระบุงานเข้าเกณฑ์ เงื่อนไขที่เสนอให้ใช้กับงานกลุ่มหลังยังพิจารณาว่ามีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองอยู่แล้วหรือไม่ จึงไม่อาจอ่านชื่อภาคธุรกิจแล้วสรุปว่าผู้รับงานทุกคนในภาคนั้นจะได้รับสิทธิใหม่พร้อมกัน
ความต่างอีกด้านอยู่ที่ตัวผู้รับงาน ร่างระบุบุคคลธรรมดาและกลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นนิติบุคคลไว้โดยตรง จึงต้องดูว่าใครเป็นคู่ตกลงรับงานและใครมีสิทธิรับค่าตอบแทน ไม่ใช่ดูเฉพาะชื่อกิจการที่ส่งงานมา ในกรณีมีผู้ส่งมอบงานต่อกันหลายทอด ข้อเท็จจริงเรื่องการมอบงานและคู่กรณียิ่งมีความสำคัญ เพราะเงินที่ถึงกำหนดจ่ายต้องผูกกับความสัมพันธ์ที่กฎหมายครอบคลุม
ร่างยังเพิ่มความหมายของคำว่าเอกสารให้รวมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ผลที่คาดจากข้อความนี้เกี่ยวกับหลักฐานการมอบงาน เงื่อนไข และค่าตอบแทนที่อาจอยู่ในรูปดิจิทัล แต่รูปแบบของหลักฐานไม่ใช่ตัวกำหนดสถานะคนทำงาน ผู้รับงานที่ใช้กระดาษและผู้รับงานที่ใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องผ่านเกณฑ์ความสัมพันธ์และประเภทงานเดียวกัน
ค่าตอบแทนเดิมมีหลักคุ้มครองอยู่แล้ว ร่างปรับเกณฑ์เทียบงาน
กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่มีหลักเรื่องค่าตอบแทนของผู้รับงานไปทำที่บ้านอยู่ก่อนแล้ว โดยกำหนดให้การจ่ายงานที่มีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากันไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ร่างแก้ไขเพิ่มความชัดเจนด้วยการระบุกรณีที่งานที่รับไปทำมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกัน รวมทั้งปริมาณเท่ากับงานในสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน การเปรียบเทียบจึงผูกกับงานที่กิจการเดียวกันทำอยู่ภายในด้วย
หากผู้จ้างงานไม่มีงานชนิดเดียวกันทำในสถานประกอบกิจการ ร่างให้ผู้จ้างงานกับผู้รับงานตกลงค่าตอบแทนกันได้ แต่ข้อตกลงนั้นต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่คณะกรรมการกำหนดสำหรับกรณีดังกล่าว ความต่างระหว่างสองกรณีมีผลต่อฐานที่ใช้เปรียบเทียบค่าตอบแทน กรณีแรกมีงานภายในกิจการให้เทียบ ส่วนกรณีหลังต้องอาศัยเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดแทน
การระบุว่าเป็นงานลักษณะเดียวกันยังไม่เพียงพอ หากคุณภาพหรือปริมาณต่างกันก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของงานนั้นด้วย จึงไม่ควรนำค่าตอบแทนของงานที่ทำเพียงบางขั้นตอนไปเทียบกับงานที่รวมหลายขั้นตอนโดยตัดเงื่อนไขอื่นออก ในทางกลับกัน การเรียกงานว่าเป็นงานจ้างเป็นชิ้นก็ไม่ทำให้หลักขั้นต่ำที่ร่างวางไว้หมดความหมาย หากงานและความสัมพันธ์อยู่ในขอบเขตกฎหมาย
วิธีจ่ายเงินเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กฎหมายเดิมวางหลักให้จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินตราไทย และให้ใช้ตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศได้เมื่อผู้รับงานยินยอม ร่างยังคงหลักนี้ไว้ การเปลี่ยนเกณฑ์เทียบอัตราค่าตอบแทนจึงไม่ควรถูกเข้าใจรวมกับวิธีจ่ายเงินราวกับทุกข้อเพิ่งถูกเสนอขึ้นใหม่
ยอดค่าตอบแทนที่ถึงกำหนดกับยอดที่ยังไม่ได้รับก็ต้องแยกกัน หากชำระแล้วบางส่วน ฐานของการผิดนัดย่อมเป็นส่วนที่ยังค้าง ไม่ใช่ยอดงานทั้งชิ้นโดยไม่ดูการจ่ายจริง การแยกยอดเช่นนี้มีผลโดยตรงต่อดอกเบี้ยที่ร่างเสนอ เพราะดอกเบี้ยผูกกับหนี้เงินที่ถึงกำหนดและยังไม่ได้ชำระ
ดอกเบี้ยผิดนัดกับเงินเพิ่มคิดคนละเงื่อนไข

ดอกเบี้ยตามร่างเป็นความรับผิดระหว่างผิดนัดในอัตรารายปี ครอบคลุมการไม่คืนหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายที่เป็นเงิน รวมทั้งการไม่จ่ายค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพ หรือจ่ายเงินเหล่านั้นไม่ครบ การกล่าวว่าเป็นดอกเบี้ยค่าจ้างอย่างเดียวจึงแคบกว่ารายการเงินที่ร่างระบุไว้
เงินเพิ่มมีเงื่อนไขมากกว่าการจ่ายช้า ร่างผูกเงินเพิ่มเข้ากับการจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำหนดช่วงเวลาของยอดที่ยังค้างไว้ต่างจากอัตราดอกเบี้ยรายปี ความต่างนี้ทำให้ไม่อาจคำนวณเงินเพิ่มจากวันผิดนัดทุกกรณีทันที หรือถือว่าเงินเพิ่มเป็นเพียงชื่ออื่นของดอกเบี้ย
ตัวอย่างสมมติตามอัตราในร่าง: ค่าตอบแทนที่ถึงกำหนดแล้วค้างอยู่ 10,000 บาทเป็นเวลา 30 วัน โดยสมมติว่ายอดค้างไม่เปลี่ยนและใช้ปีละ 365 วัน ดอกเบี้ยรายปีสำหรับช่วงดังกล่าวจะประมาณ 123.29 บาท จากการคำนวณ 10,000 × 15% × 30 ÷ 365 ตัวเลขนี้แสดงวิธีคิดดอกเบี้ยจากยอดและช่วงเวลาที่สมมติขึ้น ไม่ใช่ยอดหนี้จริงของผู้รับงานรายใด
หากในตัวอย่างเดียวกันพิสูจน์ได้ด้วยว่าผู้จ้างงานจงใจค้างจ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร เงินเพิ่มสำหรับหนึ่งช่วง 7 วันที่เข้าเงื่อนไขตามร่างจะเท่ากับ 1,500 บาทจากยอดค้าง 10,000 บาท ตัวอย่างนี้แยกเพียงหนึ่งช่วงเพื่อให้เห็นฐานคิด ไม่ได้วินิจฉัยว่าการค้าง 30 วันในข้อเท็จจริงใดต้องนับเงินเพิ่มกี่ช่วง การเริ่มนับและยอดคงค้างต้องอาศัยข้อความกฎหมายที่ประกาศใช้จริงและข้อเท็จจริงของการชำระเงิน
ร่างยังมีทางออกสำหรับกรณีผู้จ้างงานพร้อมคืนหลักประกันหรือจ่ายเงิน แต่ผู้มีสิทธิไม่ยอมรับหรือไม่สามารถรับได้ ผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ความรับผิดเรื่องดอกเบี้ยและเงินเพิ่มระงับในส่วนของเงินที่วางไว้ กลไกนี้ต่างจากการอ้างว่าพร้อมจ่ายโดยไม่มีการนำเงินไปวาง เพราะร่างผูกผลทางกฎหมายกับการวางเงินตามวิธีที่กำหนด
ผู้มีสิทธิรับเงินตามร่างอาจเป็นผู้รับงาน ทายาท หรือบุคคลอื่นที่มีสิทธิในเงินประเภทนั้น รายการค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพจึงถูกวางไว้ในบทผิดนัดเดียวกับค่าตอบแทน ทั้งนี้ สิทธิในเงินแต่ละประเภทและผู้รับเงินต้องเกิดจากเหตุและเงื่อนไขของกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน การมีชื่ออยู่ในรายการดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้ทุกกรณีเกิดสิทธิรับเงินทุกประเภทพร้อมกัน
สิทธิที่ใช้ได้วันนี้ ข้อเสนอในร่าง และขั้นที่ยังต้องรอ
สถานะของเรื่องนี้แบ่งเป็นสามชั้นได้ชัดเจน ความต่างระหว่างชั้นแรกกับชั้นที่สองสำคัญต่อผู้ที่กำลังรอเงิน เพราะข้อเสนอเรื่องดอกเบี้ยพิเศษและเงินเพิ่มยังไม่เปลี่ยนยอดที่เรียกได้ตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่ในวันนี้
- กฎหมายปัจจุบัน: พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ยังเป็นฐานของสิทธิสำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์เดิม กฎหมายมีหลักเรื่องค่าตอบแทน การจ่ายเงิน หลักประกัน และความปลอดภัยของงานที่รับไปทำที่บ้านอยู่แล้ว การจ่ายเป็นเงินตราไทยและการใช้วิธีอื่นเมื่อผู้รับงานยินยอมก็ไม่ใช่ข้อเสนอใหม่ทั้งหมด ส่วนบทดอกเบี้ยผิดนัดพิเศษและเงินเพิ่มตามอัตราที่ร่างเสนอเป็นคนละประเด็นกับสิทธิที่มีอยู่
- ข้อเสนอที่สภาพิจารณา: ร่างปรับนิยามผู้รับงานและประเภทงาน เพิ่มความชัดเจนในการเทียบค่าตอบแทน ยอมรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามเงื่อนไข และเพิ่มความรับผิดเมื่อเงินบางประเภทค้างจ่าย เนื้อหาของร่างยังอาจเปลี่ยนระหว่างการพิจารณา จึงต้องแยกถ้อยคำที่เสนอออกจากถ้อยคำของกฎหมายที่ใช้บังคับแล้ว
- ขั้นที่ต้องรอ: ร่างต้องผ่านกระบวนการตรากฎหมายและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก่อนจะพิจารณาว่าบทใดเริ่มใช้เมื่อใด สำหรับการขยายไปสู่งานพาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ ยังต้องมีพระราชกฤษฎีการะบุงานที่อยู่ในขอบเขต การผ่านร่างเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่บอกครบว่าคนทำงานกลุ่มใดจะเข้าเกณฑ์ในวันเริ่มใช้จริง
การแก้กฎหมายยังเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้รับงานด้วย ร่างเสนอห้ามจ้างเด็กที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์เป็นผู้รับงาน และปรับการคุ้มครองเด็กจากงานที่อาจเป็นอันตราย รวมทั้งเพิ่มโทษเมื่อให้เด็กหรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตรายจนเกิดผลเสียตามเงื่อนไขที่กำหนด ประเด็นเหล่านี้อยู่ในร่างเดียวกัน แต่มีเหตุให้ใช้และผู้ได้รับความคุ้มครองต่างจากบทดอกเบี้ยค้างจ่าย
สำหรับผู้รับงานที่มีค่าตอบแทนค้างอยู่ในเวลานี้ ฐานสิทธิยังต้องพิจารณาจากกฎหมายที่ใช้บังคับและข้อตกลงของงานนั้นก่อน ส่วนขอบเขตงานใหม่ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และเงินเพิ่มจะขึ้นอยู่กับข้อความสุดท้ายที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ขั้นที่เปลี่ยนสถานะของข้อเสนอให้เป็นสิทธิใช้บังคับได้คือการประกาศกฎหมายและการถึงกำหนดวันเริ่มใช้ตามข้อความที่ประกาศนั้น
บทความที่เกี่ยวข้อง


กฎหมาย AI แคลิฟอร์เนียห้ามบอทตัดสินไล่ออกเพียงลำพัง

ติดตามพนักงานด้วยซอฟต์แวร์: แจ้งก่อนยังไม่พอ ต้องมีฐานกฎหมาย

เริ่มกำกับ Generative AI ในองค์กรไทย: ตั้งเจ้าของก่อนซื้อเครื่องมือเพิ่ม

SoftBank ใส่เงิน OpenAI อีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หนี้ก้อนใหม่จ่ายเดิมพัน AI

BambooHR หรือ Rippling: ระบบ HR ที่ง่ายอาจตันเมื่อทีมข้ามประเทศ
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา
รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Web3, AI และคริปโตส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ